ดอยม่อนจอง
Slider
ที่เที่ยวแม่ฮ่องสอน
เช็คอินประเทศไทย เที่ยวทั่วไทย

พาแฟนเพจเที่ยว ปางอุ๋ง ทุ่งดอกบัวตอง

25 พฤศจิกายน 2016 (ยอดชม 11,153 views )

ทุ่งดอกบัวตอง

ที่ไป ที่มาของทริป

เมื่อสามปีที่แล้ว ผมเคยไปเที่ยวทุ่งดอกบัวตองบนดอยแม่อูคอกับทัวร์ ครั้งนั้นผมมีเวลาเพียง ๑ ชั่วโมงเท่านั้นที่ได้สัมผัสความสวยงามของดอกบัวตอง ทำให้รู้สึกไม่เต็มที่  รู้สึกเสียดาย และรู้สึกคิดถึงอยากกลับไปอีก  ปีนี้…ผมจึงคิดอยากแบกเป้ไปเทียวเอง เพื่อจะไปใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์ที่ทุ่งบัวตองสัก ๑ วัน  ๑ คืน จะได้มีเวลาซึมซับ สัมผัสความงามของดอกบัวตองนานๆ  ให้เต็มอิ่ม ให้เบื่อกันไปเลย ประมาณนี้

หลังจากหาข้อมูลสำหรับการเดินทางรัวๆ ก็ได้คำตอบว่า…จากบางกอกสามารถนั่งรถสมบัติทัวร์ไปลงที่อำเภอขุนยวมได้ แต่…จากอำเภอขุนยวมไปที่ดอยแม่อูคอระยะทาง ๓๐ กว่ากิโลเมตรไม่มีรถประจำทาง ถ้าจะไปต้องเลือก

๑. เหมารถไป-กลับ ประมาณ ๘๐๐ บาท หรือ
๒.โบกรถนักท่องเที่ยวรายอื่น

สำหรับผม…เข็ดมาก…กับการโบกรถ เพราะเคยมีประวัติ โบกแล้วไม่ได้ไป โบกตั้งแต่เช้ายันค่ำก็ไม่มีใครกล้ารับไปด้วยสักราย ไม่รู้เพราะหน้าตาผมที่ดูไม่เป็นมิตร ดูโหดร้าย ดูน่ากลัวหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ ๕๕๕๕๕++ เพราะฉนั้นผมจึงเลือกข้อ ๑ อย่างไม่ลังเลใจ

ได้จุดหมาย รู้วิธีการเดินทาง และมีที่พัก มันก็น่าจะเดินทางได้ใช่ไหม? แต่ใจอยากได้เพื่อนไปด้วยอะดิ จะได้หนุกหนานกัน ชวนเพื่อนแม่งดันติดงานกันหมด ลางานกันไม่ได้ ซะงั้น เอาไงดี? อยู่ๆ แผนการ…หลอกลูกเพจ…ไปเที่ยว…ไปแชร์ค่าใช้จ่ายก็ลอยมา น่าจะดีไม่ใช่น้อยถือเป็นการมิตติ้งแฟนคลับไปด้วยไรงี้ ๕๕๕๕๕++ มีแฟนคลับกับเขานะเออ ไม่ธรรมดาจริมๆ

…แล้วมึงจะดูแลเขาไหวไหม? ถ้าไม่ไหว? ดูแลไม่ดี มีมาม่าชามโตขึ้นมามึงจะทำไง? คำถามมากมายตามมาทันที แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจ หรือให้ค่าอะไรกับคำถามเหล่านั้นเลย วัดกันที่ใจ ตูอยากทำ ลองดูไม่เสียหาย ไม่ลองก็ไม่รู้ว่ามะ!! จัดไป   ว่าแต่…เออเดินทางไกล๊…ไกล ใช้เวลาหลายชั่วโมงกว่าจะถึง คุณมึงจะไปเที่ยวแค่ดอยแม่อูคอเองหร๋อ ไม่คุ้มนะตูว่าเหนื่อยด้วย เพื่อความคุ้ม เพื่อลูกเพจ เพื่อความเพอร์เฟคของทริปเลยจัดทริปใหม่เป็น ปางอุ๋ง-ทุ่งดอกบัวตอง-ภูชี้เพ้อ  ทริปนี้รับผู้กล้าหาญ(หารค่าใช้จ่าย) เพียง ๖ คนเท่านั้นนะจ๊ะ เพื่อความสะดวกและการดูแลให้ทั่วถึง พะนะ

แพลนทริปคร่าวๆ ที่แจ้งกับลูกเพจ

เดินทาง ๑๔-๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๙
————————–———
๑๔/๑๑/๒๕๕๙
๑๖.๓๐ น. พบกันที่สมบัติทัวร์ศูนย์วิภาวดี รถออก ๑๗.๒๐ น.
วันที่ ๑๕/๑๑/๒๕๕๙
๐๗.๐๐ น. ถึงแม่ฮ่องสอน แวะหาอะไรรองท้องในตลาดก่อนขึ้นปางอุ๋ง
๐๙.๐๐ น. นั่งรถสองแถวจากตลาดสายหยุด ไปบ้านร่วมไทย
๑๑.๐๐ น. ถึงบ้านร่วมไทยเข้าที่พัก ลุงนะ โฮมสเตย์
๑๒.๐๐ น หามื้อเที่ยงทาน จะทานด้วยกัน หรือแยกแล้วแต่สะดวก
๑๓.๐๐ น. เช่าจักรยานปั่นชิลล์ รอบๆ โครงการ หรือเดินเล่นถ่ายรูปในโครงการ
๑๙.๓๐ น. หามื้อเย็นทาน ง่ายๆ สบายๆ แล้วแต่สะดวก จากนั้นก็เข้าที่พัก
วันที่ ๑๖/๑๑/๒๕๕๙
๐๕.๐๐ น. ตื่นเช้าไปดูแสงเช้าที่โครงการ พร้อมหามื้อเช้าทานกัน
๑๑.๐๐ น. ออกจากปางอุ๋งกลับแม่ฮ่องสอน พร้อมหามื้อเที่ยงทานในตลาด
๑๔.๐๐ น. นั่งตู้เปรมประชาจากแม่ฮ่องสอน ไปขุนยวม
๑๕.๐๐ น. ให้รถที่พักสวนดอยแม่อูคอมารับที่ขุนยวม
๑๖.๐๐ น. ถึงที่พัก สวนดอยแม่อูคอ เก็บสัมภาระ เข้าที่พัก และออกไปถ่ายรูปทุ่งดอกบัวตอนยามเย็นกัน
๑๙.๐๐ น. ลงจากทุ่งดอกบัวตองกลับเข้าที่พัก รับประทานอาหารเย็นและแยกย้ายเข้าพัก
วันที่ ๑๗/๑๑/๒๕๕๙
๐๕.๐๐ น. ตื่นเช้าเหมารถรีสอร์ทไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ภูชี้เพ้อ และดูทุ่งดอกบัวตองจากมุมสู
๐๙.๐๐ น. ลงมาลันล้ากับทุ่งดอกบัวตองอีกครั้งให้เต็มอิ๋ม
๑๑.๐๐ น. ทานมื้อเที่ยงที่รีสอร์ท และเช็คเอาท์ให้รถรีสอร์ทลงมาส่งที่ขุนยวม
๑๒.๐๐ น. ถึงขุนยวมเดินเล่นตามอัธยาศัย ใครจะซื้อของฝากจัดเต็มที่
๑๗.๐๐ น. ขึ้นรถสมบัติทัวร์กลับ กทม
วันที่ ๑๘/๑๑/๒๕๕๙
๐๘.๐๐ น. ถึง กทม. โดยสวัสดิภาพ แยกย้ายกลับบ้านใครบ้านมัน 

รายละเอียดเพิ่มเติม
– ค่ารถสัมบัติทัวร์เที่ยวละ ๗๘๘ บาท เป็นรถวีไอพี ที่นั่งกว้างนอนสบาย
– ค่ารถสองแถวจากตลาดสายหยุด ไปบ้านร่วมไทยเที่ยวละ ๙๐ บาทต่อคน
– ลุงนะ โฮมสเตย์ ปางอุ๋ง คืนละ ๔๐๐ บาท นอนได้ ๒ คน ไม่รวมอาหารเช้า ห้องน้ำในตัว
– ค่ารถตู้เปรมประชาจากแม่ฮ่องสอน-ขุนยวมเที่ยวละ ๑๐๐ บาทต่อคน
– ที่พัก สวนดอยแม่อูคอ คืนละ ๘๐๐ บาท พักได้ ๒ คน ห้องน้ำรวม ไม่รวมอาหารเช้า
– ค่ารถรับส่งขุนยวม-สวนดอยแม่อูคอ ไป-กลับ ๘๐๐ บาท
– ค่ารถกระบะไปชมวิวที่ภูชีเพ้อ  ๙๐๐ บาท

————————–———

เป็นไงหละแกร…ได้เพื่อนเที่ยว…ได้แฟนคลับ…และได้คนหารค่าใช้จ่าย ถึงจะเพิ่มขึ้นมานิดหน่อย แต่ได้เที่ยวหลายที่ ดีเวอร์ ว่ามะ โพสต์เป็นอีเว้นท์ออกไปปุ๊บ ยังไม่ทันข้ามวัน ลูกเพจติดต่อมาเพียบ!!  กระแสดีว่างั้น เปล่าตูโม้ไปงั้นหละ 55555++

Let’s go แม่ฮ่องสอน

เมื่อได้ผู้กล้าหาญครบ ในฐานะผู้นำทริป (เวอร์ได้อีกนะแกร) จองตั๋วสมบัติทัวร์ จองที่พัก ประสานงานเรื่องต่างๆ สิจะรออะไร เขาจะไปกันแล้ว ดำเนินการเสร็จก่อนเดินทางเพียง ๑ สัปดาห์ เสียวสันหลังวาบบบบ!! นึกว่าทริปจะล่ม

ถึงเวลาเดินทางทุกคนก็มารวมตัวกันที่สมบัติทัวร์ศูนย์วิภาวดีตามเวลาที่กำหนด ไอ้ที่อยู่ใกล้แต่เสือกมาสายก็ตูนี่แหละ เวิ่นเว้ออยู่ได้ อายไหมหละมรึงงงง… เจอกันก็ทักทาย เซไฮ แนะนำตัวกันไป ชาย ๒ หญิง ๔  ที่มาเจอกันตรงนี้เป็นอันครบ ส่วนอีก ๑ สาวเธอเดินทางล่วงหน้าจากขอนแก่นไปรอเราที่แม่ฮ่องสอนแล้วจ้าาา เมาท์มอยกันสักพักก็แยกย้ายหาซื้อสะเบียงไว้กินระหว่างทาง ๑๗.๔๕ น. รถออก ออกสายกว่ากำหนดครับ เพราะรถบนถนนวิภาวดีติดทำให้รถมาถึงศูนย์ช้ากว่ากำหนด รถออกไม่ทันไรบัสโฮสเตสก็เอาขนม นม เนยมาแจก ต่างคนต่างจัดแจงในส่วนที่ตัวเองได้รับ จากนั้นก็นอนยาวไปครับ

ขณะที่กำลังหลับกันสบาย เสียงใสๆ สไตล์เดือนเพ็ญ อำนวยพร ของบัสโฮสเตสก็ทำให้ทุกคนบนรถสะดุ้งตื่น นางบอกว่าถึงจุดพักรถ “ครัวต้นกำแพง” จังหวัดกำแพงเพชรแล้ว รถจอดพักประมาณ ๓๐ นาที ให้ผู้โดยสารได้ยืดเส้นยืดสาย หรือจะนำตั๋วโดยสารไปแลกอาหาร เครื่องดื่มได้  อะไรประมาณนี้หละจำไม่ได้ พึ่งตื่นนอนสมองไม่ทำงาน  รถจอดปุ๊บทุกคนก็แยกย้ายผ่อนคลายตามสไตล์ตัวเอง ทีมเรามุ่งหน้าไปที่โซนวีไอพีเลยจ้า แลกอาหาร เพราะหิวโหยกันเหลือเกิน  ไลน์ข้าวต้มรอบดึกของที่นี่เวอร์วังอลังการมาก จัดเต็มจริมๆ  ทั้งข้าวต้มหมู กุนเชียง ไข่เค็ม พักกาดดอง ปลากรอบ  ฯลฯ จำไม่ได้อีกแล้ว ไม่ได้ถ่ายรูปด้วยเพราะหิวหนัก รีบซัดเต็มที ที่สำคัญมีเวลาน้อยด้วย แต่คอนเฟิร์มไม่ผิดหวังแน่นอลครับ  ( เดี๋ยว!! เขาจ้างมรึงมาเท่าไหร่พูดดดด!! )

วันที่เราเดินทางเป็นวันลอยกระทง ที่สำคัญวันนี้มีซุปเปอร์มูนด้วย เพือนๆตูโพสต์รูปซุปเปอร์มูนเต็มหน้าเฟสเลยเห็นแล้วไม่รู้สึกอิษฉานะ เพราะเดี่ยวตูจะไปดูซุปเปอร์มูนที่ปางอุ๋งฟินกว่าเยอะ ไหนๆ มีเวลาเหลืออะลองกดชัตเตอร์สักใบกะได้วะ

 

ทุ่งดอกบัวตอง

 

เฮ้ย!!! ไลน์ข้าวต้มน่าสนใจมรึงไม่ถ่าย มาถ่ายซุปเปอร์มูนนี่นะ  อะไรของมรึงวะ ๕๕๕๕๕++  กินข้าวอิ่มสติพึ่งจะมา ไม่ว่ากันนะแจ๊ะ

เมื่อผู้โดยสารครบรถก็ออกยิ่งยาวปลายทางแม่ฮ่องสอนเลยจ๊ะ  ขณะที่กำลังฝันว่าตัวเองวิ่งเล่นในทุ่งลาเวนเดอร์ เฮ้ยย!! ไม่ใช่หละ!!  ทุ่งดอกบัวตอง อย่างสนุกสนานเพลินเพลิน อยู่ๆโลกก็เอียงไปมาอย่างแรง แรงขึ้น แรงขึ้น จนทำให้สะดุ้งตื่นพร้อมกับรีบหาที่จับให้แน่นทันที นี่ไม่ใช่โลกเอียงครับ แต่เป็นสัญญาบอกว่าท่านได้เข้าสู่ ๒,๐๗๐ โค้งเมืองแม่ฮ่องสอนแล้วจ้าาา จากจุดนี้ไป….ใครนอนหลับผมนับถือในความสามารถของท่านมากๆ ครับ  ขอคารวะจริมๆ ผมนี่หายง่วงทันทีครับ

ราวๆ ๐๘.๐๐ น. เราก็มาถึงขนส่งจังหวัดแม่ฮ่องสอนอย่างปลอดภัย พร้อมๆกับสายฝนที่กระหน่ำลงมาอย่างแรง ต้อนรับการมาเยือนของเรา ดีต่อต่อใจไหมหละมรึงงง…  พอทุกคนลงรถได้รีบวิ่งเข้าห้องน้ำกันทันที เสร็จกิจผมก็ไปจองตั๋วรถตู้เปรมประชา เพื่อเดินทางจากแม่ฮ่องสอนไปขุนยวมในวันถัดไป ระหว่างทาง เดินผ่านน้องคนหนึ่งเธอยิ้มให้ ผมก็ยิ้มให้ ในใจก็คิด เอาหละเว้ย! เอาหละเว้ย! ยิ้มให้แบบนี้ชอบตูแน่ๆ คนไรวะชอบของแปลก…แปลกจริมๆ  เอาไงดีวะ ขอเบอร์ ขอไลน์ดีไหม? คิดไปเรื่อยแต่ก็ทำได้แค่เดินผ่าน จองตั๋วเสร็จก็เดินกลับและเดินผ่านเธออีกครั้ง เธอก็ยิ้มให้อีกครั้ง ใจผมนี่สะท้านไปถึงก้นบึ้งหัวใจเลยครับ ไม่ได้ขอเบอร์ ไม่ได้แลกไลน์ตามเคยครับ รีบไม่มีเวลาเพื่อนร่วมทริปรออยู่ ขณะที่ขนของขึ้นรถเหลืองที่จะไปบ้านร่วมไทยที่จอดรออยู่แล้ว ก็นึกขึ้นได้ว่ามีสมาชิกในทริปคนหนึ่งที่ล่วงหน้ามารอที่ขนส่งแม่ฮ่องสอนแล้ว เลยเดินเก้ๆ กังๆ กลับไปถามน้องคนที่ยิ้มให้ สรุปว่าใช่ ใช่เธอจริงๆ เสียหมาไหมละมรึง เมาโค้งจนเอ๋อออ เกือบลืมน้องเขาซะแล้วววว  ๕๕๕๕๕++

ระหว่างรอรถออก พี่คนขับก็เดินมาคุยด้วย แกเห็นมาหลายคน แกเลยแนะนำให้เหมารถเที่ยวไปเลยหนึ่งวัน แกคิดแค่ ๑,๕๐๐ บาท จะไปเที่ยวไหนก็ได้ เที่ยวเสร็จแกจะไปส่งที่บ้านร่วมไทย เราก็คำนวณเงินกันใหญ่เลยเพื่อความคุ้ม  ปกติเราจ่ายค่ารถไปบ้านร่วมไทยคนละ ๙๐ บาทใช่ปะ  ถ้าเราเหมาเที่ยว ๑,๕๐๐ บาท ๗ คน ตกคนละ ๒๑๕ บาท จ่ายเพิ่มอีกคนละ ๑๒๕ บาทแต่ได้เที่ยวเยอะขึ้น ถือว่าคุ้ม สมาชิกทุกคนเลยลงความเห็นหว่าเหมาเที่ยว จัดสิครับรอไร

กะเหรี่ยงคอยาวบ้านห้วยเสือเฒ่า 

ขณะที่พี่โชเฟอร์กำลังสตาร์ทรถมีน้องผู้หญิงสองคนพึ่งเรียนจบใหม่วิ่งมาจะขึ้นรถ พวกเราเลยถามน้องว่าจะไปไหน น้องบอกว่าวันนี้จะไปปางอุ๋ง ส่วนพรุ่งนี้จะไปปาย พวกเราจัดการเป่าหูน้องให้ไปเที่ยวกับเรา เพราะถ้าน้องไม่ไปน้องจะต้องรอรถรอบ ๑๕.๓๐ น. ขึ้นปางอุ๋ง ซึ่งรออีกนาน แต่ถ้าไปกับพวกพี่ๆ ได้เที่ยวนู้น นี่ นั่น ที่สวยๆ งามๆ สำคัญๆ ทั้งนั้นเลย บลา ๆ ไม่รู้ว่าน้องเต็มใจหรือรำคาญเราน้องตอบตกลงไปกับเรา อ้อ ที่ชวนไปด้วยนะไม่ฟรีนะ เที่ยวแบบพี่ๆ นะต้องกล้าหาญ (หารค่าใช้จ่าย) ๕๕๕๕๕++

จากนั้นพี่โชเฟอร์ก็พาเราไปแวะตุนสะเบียงที่ตลาดสายหยุดและก็พาไปหมู่บ้านกะเหรี่ยงคอยาว บ้านห้วยเสือเฒ่า ใช้เวลาประมาณ ๒๐ นาทีก็ถึง กะเหรี่ยงคอยาวที่นี่จะอพยพลี้ภัยสงครามมาอยู่ที่แม่ฮ่องสอนนานแล้ว ดำรงชีวิตและวัฒนธรรมแบบดั้งเดิม ล้อมรอบไปด้วยป่า เป็นหมู่บ้านกระเหรี่ยงที่อยู่ใกล้เมือง และรถยนต์สามารถเข้าถึงทำให้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวชมเป็นจำนวนมาก เพื่อชมวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ ภายในหมู่บ้านมีสถานที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกต่างๆให้นักท่องเที่ยว โดยสินค้าส่วนใหญ่ จะเป็นพวกผ้าทอ เครื่องประดับ นอกจากนี้ยังมีสินค้าที่รับจากที่อื่นมาจำหน่าย เช่น เสื้อผ้า กระเป๋า ผ้าคลุมเตียง เป็นต้น

 

กะเหรี่ยงคอยาว บ้านห้วยเสือเฒ่า

เธอน่ารักใช่ม๊ะ ตาโต แก้มป่อง โตมาสวยแน่ๆ เลย จองไว้ให้ลูกชายแป๊บบบบ

 

กะเหรี่ยงคอยาว บ้านห้วยเสือเฒ่า

ต่างวัย แต่ใสๆ น่ารักเหมือนกัน

 

กะเหรี่ยงคอยาว บ้านห้วยเสื้อเฒ่า

ของฝากจากหมู่บ้านกะเหรี่ยง

 

กะเหรี่ยงคอยาว บ้านห้วยเสือเฒ่า

 

ทริปเราจะเน้นให้ความเป็นอิสระกับสมาชิกในทริปครับ ต่างคน ต่างเที่ยว จะกำหนดเวลาว่าจะใช้เวลากับสถานที่นั่นๆ กี่นาที กี่ชั่วโมง และมาเจอกันที่รถเวลาเท่าไหร่ อะไรประมาณนี้  ซึ่งจะทำให้ทุกๆคนเต็มที่ตามไลฟ์สไตล์ของตัวเอง  เราใช้เวลากับที่นี่ราวๆ ๓๐ นาที่ครับ จากนั้นก็ไปต่อที่วัดพระธาตุดอยกองมู

 

วัดพระธาตุดอยกองมู

จากบ้านห้วยเสือเฒ่าใช้เวลาประมาณ ๒๐ นาทีก็มาถึงวัดพระธาตุดอยกองมู เช่นเคยครับ ทุกคนลงรถได้ก็แยกย้ายกันไปตามไลฟ์สไตล์ของตัวเอง  สำหรับวัดพระธาตุดอยกองมูเป็นวัดศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของชาวจังหวัดแม่ฮ่องสอนมาช้านาน ตั้งอยู่บนดอยกองมู เดิมมีชื่อว่า วัดปลายดอย ประกอบ ด้วยพระธาตุเจดีย์ที่สวยงาม 2 องค์ พระเจดีย์องค์ใหญ่สร้างโดย จองต่องสู่ เมื่อ พ.ศ. 2403 เป็นที่บรรจุพระธาตุของ พระโมคคัลลานะ เถระ ซึ่งนำมา จากประเทศพม่า ส่วนพระธาตุเจดีย์องค์เล็กสร้างเมื่อ พ.ศ. 2417 โดย พระยาสิงหนาทราชา เจ้าเมืองแม่ฮ่องสอนคนแรก ที่นี่มีงานเทศกาลประจำปีหลายงาน เช่น ในวันปีใหม่ วันสงกรานต์ และงานวันออกพรรษาซึ่งจะมีการตักบาตรเทโวโรหณะ

 

วัดพระธาตุดอยกองมู

พระธาตุเจดีย์องค์ใหญ่ สร้างเมื่อ พ.ศ.๒๔๐๓

 

วัดพระธาตุดอยกองมู

วิหารวัดพระธาตุดอยกองมู

 

วัดพระธาตุดอยกองมู

บริเวณรอบๆ วัด

 

วัดพระธาตุดอยกองมู

พระธาตุเจดีย์องค์เล็ก และจุดชมวิวรอบๆ วัด

 

วัดพระธาตุดอยกองมู

ร้านกาแฟก่อนตะวันลับแนวเหลี่ยมภูผา อยู่บริเวณลานจอดรถของวัดพระธาตุดอยกองมู เป็นร้านกาแฟเล็กๆ ที่ตกแต่งได้เก๋ไก๋และน่ารัก จุดเด่นของร้าน คือ มีระเบียงชมวิว ที่สามารถชมวิวทิวทัศน์ของทิวเขาที่เขียวขจี โดยเฉพาะในตอนเย็นที่แสงอาทิตย์จะตกลงตรงเหลี่ยมเขาพอดี เป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ตกที่สวยงามอีกแห่งหนึ่งของแม่ฮ่องสอนเลยก็ว่าได้ ในตอนเช้าๆ บางวันจะสามารถเห็นทะเลหมอกได้อีกด้วย หลังฝนตกแดดที่นี่แรงมากกกก ร้อนหนักด้วยเดินถ่ายรูปแป๊บเดียวเราก็ไปต่อครับ

 

วัดจองคำ วัดจองกลาง

ลงจากดอยกองมูแป๊บเดียวก็ถึง วัดจองคำ วัดจองกลาง ซึ่งตั้งอยู่กลางเมืองแม่ฮ่องสอน และ เป็นเหมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมของเมืองไทใหญ่แห่งนี้ เพราะนอกจากความงดงามทางศิลปะแล้ว วัดทั้งสอง ยังเป็น ศูนย์กลางของกิจกรรมทางวัฒนธรรม และประเพณีของชาวแม่ฮ่องสอน พื้นที่ด้านหน้าของวัดซึ่งเป็น สวนสาธารณะหนองจองคำยังเอื้อให้ใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีตามประเพณีต่าง ๆ ในรอบปีอีกด้วย

 

วัดจองคำ วัดจองกลาง

 

วัดจองคำ วัดจองกลาง

 

วัดจองคำ วัดจองกลาง

 

วัดจองคำ วัดจองกลาง

 

แดดแรง และร้อนหนักมากกกก  เดินถ่ายรูปแป๊บเดียวเกือบสลบกัน ไม่ถึงสิบนาทีเราก็ให้พี่โชเฟอร์พาไปกินมื้อเที่ยง ซึ่งพี่เขาก็พาไปร้านที่เป็นซิกเนเจอร์ของแม่ฮ่องสอน แต่เมื่อไปถึงร้านมีคิวจองเต็มทำให้เราอดที่จะได้ชิมอาหารพื้นบ้านของแม่ฮ่องสอน  และก็แยกย้ายกันไปกินอาหารตามสั่ง เพราะมันง่ายและเร็ว ทานเสร็จจุดหมายต่อไปคือสะพานซูตองเป้

 

รถนำเที่ยวแม่ฮ่องสอน

รถนำเที่ยวของเรา นานๆถึงจะหาโอกาสถ่ายได้ พีคจริงๆ

 

สะพานซูตองเป้

สะพานซูตองเป้ตั้งอยู่ที่บ้านกุงไม้สัก อำเภอเมืองฯ จังหวัดแม่ฮ่องสอน  ห่างจากตัวเมืองประมาณ 8 กิโลเมตร มีความกว้าง 2 เมตร ยาวประมาณ 500 เมตร เป็นสะพานไม้ซึ่งกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมอีกแห่งหนึ่ง  ซูตองเป้ เป็นภาษาไทใหญ่แปลว่า อธิษฐานสำเร็จ หรือบางคนก็บอกว่าแปลว่า ความสำเร็จ  ซึ่งมีความเชื่อกันว่า หากได้มายืนอยู่กลางสะพานแล้วอธิษฐานขอความ ความสำเร็จใดๆ ก็จะพบกับความสมหวัง

สำหรับช่วงเวลาพีคที่สุด และน่าเที่ยวสุดของสะพานซูตองเป้คือช่วงนาเขียว และช่วงนาเหลืองซึ่งสามารถมองเห็นสะพานทอดยาวไปกลางทุ่งนาสวยงาม เราก็คาดหวังว่านาข้าวจะยังคงเหลืองรอให้เราได้เห็น ผลคือข้าวถูกพี่ๆทหารมาช่วยเก็บเกี่ยวไปแล้วส่วนใหญ่ เหลือข้าวส่วนน้อยที่ยังไม่เก็บเกี่ยว

 

สะพานซูตองเป้

สะพานที่ว่างเปล่า ไร้นักท่องเที่ยว ไม่ใช่ไม่มีนักท่องเที่ยว แต่เพราะมันร้อนมากกกกกก ทุกคนเลยนั่งมองสะพานในร่ม

 

สะพานซูตองเป้

กว่าจะได้เม็ดข้าวสีขาวให้เราได้หุ่งกิน ลำบากแค่ไหน ว่าไหม?

 

สะพานซูตองเป้

 

สะพานซูตองเป้

ร้อนแค่ไหนทีมเราก็ไม่หวั่นจ๊าาาาา พร๊อบร่มเช่า ๑๐ บาทตรงทางลงมาชมสะพานฮับ!!

 

สะพานซูตองเป้

ขณะที่พี่ๆเค้าเกี่ยวข้าวอย่างลำบาก พวกเราถ่ายรูปชิวๆ เสย….

 

เพราะร้อนทำอะไรก็ลำบาก เสื้อหนาวที่เตรียมมาอย่างหนา ไม่ได้ใช้เลยครับ ได้แค่หวังว่าที่ปางอุ๋ง และที่ดอยแม่อูคอจะหนาว สถานีถัดไปบ้านรักไทยครับ

หมู่บ้านรักไทย

จากสะพานซูตองเป้ไปบ้านร่วมไทยเป็นเส้นทางไต่เขา ระยะทางกว่า ๓๕ กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ ๑ ชั่วโมง ระหว่างทางที่รถค่อยๆ ใต่ระดับความสูงขึ้นเรือยๆ เราก็ได้สัมผัสถึงความเย็น มีความหนาวนิดๆ สมาชิกทุกคนยิ้มและดีใจที่จะได้ใช้เสื้อกันหนาวที่เตรียมมา

หมู่บ้านรักไทยเป็นหมู่บ้านชาวจีนยูนนาน ทิวทัศน์ของหมู่บ้านโอบล้อมไปด้วยทิวเขาและป่าไม้ที่ อุดมสมบูรณ์ ใจกลางหมู่บ้านจะเป็นอ่างเก็บน้ำ ซึ่งในช่วงฤดูหนาวจะมีไอน้ำลอยขึ้นเหนือผิวน้ำคล้ายๆ ปางอุ๋ง นอกจากนั้นยังมีไร่ชาอันงดงามของลีไวน์รักไทย รีสอร์ท สามารถเข้าไปชม ไปถ่ายรูปได้ ซึ่งทางรีสอร์ทได้เตรียมชุด เตรียมพร็อพเก๋ๆ ของชาวไร่ชาไว้ให้ใส่ถ่ายรูป โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ครับ

 

หมูบ้านรักไทย

แต่น แตน แต๊นนน ในที่สุดสาวๆ ผู้ร่วมทริปของเราก็ปรากฎกาย สวยไหมหละแกร…

 

รีไวน์รักไทย รีสอร์ท

สาวน้อยในไร่ชา ดูน่าสงสาร ดูลำบากเน๊อะ!!!

 

ลีไวน์รักไทย รีสอร์ท

ปกติเน้นถ่ายแต่วิว ทริปนี้ขอมุ้งมิ้ง ฟรุ้งฟริ้ง บ้างนะเอออออ

 

ลีไวน์รักไทย รีสอร์ท

วิวกว้างๆ ดูทีไรก็คิดถึง อยากไปถ่ายรูปตอนเช้าๆ และตอนเย็นๆ คงจะสวยว่าม๊ะ

 

ลีไวน์รักไทย รีสอร์ท

เวลามีน้อย กดชัตเตอร์รัวๆ โชเฟอร์จะรีบกลับไปรับลูกตอน ๑๕.๐๐ น. พะนะ

ปางอุ๋ง

๑๓ กิโลเมตร จากหมู่บ้านรักไทย ถึงปางอุ๋งใช้เวลากว่า ๓๐ นาที ขอบอกว่าเส้นทางโหดมากกกก แม้จะมาเป็นครั้งที่สามแล้ว ทางขึ้นบางช่วง บางตอนก็ทำให้เสียวว๊าบบบบบ เหมือนกัน ขาแว้นถ้าไม่ชำนาญจริงไม่แนะนำให้แว้นครับ มารถประจำทางดีกว่าซึ่งมีให้บริการสองรอบคือ รอบแรกเวลา ๐๙.๐๐ น. และรอบที่สองเวลา ๑๕.๓๐ น. ครับ

เราถึงบ้านลุงนะโฮมสเตย์ราวๆ ๑๖.๐๐ น ครับ ลงรถปุ๊บลูกสาวลุงนะยิ้มหวานๆทักทาย  พร้อมแจกจ่ายกุญแจห้องพัก เราทุกคนก็ไม่รอช้าครับ นัดแนะกันให้รีบเอาของไปเก็บ ใครจะอาบน้ำก็อาบ ใครจะแต่งตัวก็แต่ง แต่ต้องรีบๆ เสร็จแล้วให้มาพบกันที่หน้าโฮมสเตย์ เพื่อไปเดินเล่นในปางอุ๋งก่อนที่ดวงอาทิตย์จะตก

สำหรับบ้านลุงนะโฮมสเตย์ จะมีสองแบบ คือ แบบพื้นปูน และแบบพื้นไม้ บ้านที่เป็นแบบพื้นไม้จะกว้างกว่าแบบพื้นปูน สามารถนอนสองคนได้สบายไม่อึดอัด ส่วนบ้านแบบพื้นปูนค่อนข้างแคบถ้านอนสองคนไม่ใช่แฟนกันผมว่าอึดอัด เหมาะที่จะนอนคนเดียวมากว่าประมาณนี้ ส่วนราคาอยู่ที่หลังหละ ๔๐๐ บาทต่อคืน พักได้ ๒ คน ไม่รวมอาหารเช้า ทุกหลังมีห้องน้ำในตัวครับ

 

บ้านลุงนะ โฮมสเตย์

บ้านลุงนะ โฮมสเตย์แบบพื้นไม้

 

บ้านลุงนะ โฮมสเตย์

บ้านลุงนะ โฮมสเตย์ แบบพื้นปูนซึ่งผมนอนห้องนี้ รู้สึกแคบ นี่ขนาดนอนคนเดียวนะ  คือมรึงตัวใหญ่ไง ๕๕๕๕๕++

อากาศที่นี่ค่อนข้างเย็น เรากลัวจะอาบน้ำกันไม่ได้เลยรีบอาบก่อนที่จะไปเดินเล่นที่ปางอุ๋ง อ้อน้ำเย็นมากกกกกกกก เหมือนเอาน้ำแข็งมาอาบอะไรประมาณน้้น อาบเสร้จน้ำมูกใสๆไหลเป็นทางเลยจ๊าาาาาา

เมื่อสมาชิกครบ ก็ได้เวลาพาเพลินเดินเล่นที่ปางอุ๋ง ระยะทางบ้านลุงนะถึงปางอุ๋งประมาณ ๒๐๐ เมตรใกล้ๆ ครับ ถึงปางอุ๋งทุกคนก็แยกย้ายตามไลฟ์สไตล์ตัวเองอีกครั้ง อย่ามายุ่งกับตรู อะไรประมาณนั้น  ๕๕๕๕๕++

 

ปางอุ๋ง

เงาต้นไม้ในน้ำทำให้น้ำเป็นสีเขียว สวยครับ

 

ปางอุ๋ง

บรรยกาศในปางอุ๋ง มีความสโลว์ไลฟ์ มีความชิล มีความฟิน…เบา ๆ

 

ปางอุ๋ง

จริงๆเขาหรือเธอมีคู่ครับ แต่วันนี้เขาหรือเธอชอบโดดเดี่ยว แค่นั้น…

 

ปางอุ๋ง

เดินเล่นไม่ถึง ๓๐ นาทีดวงอาทิตย์ก็ลับขอบฟ้า อากาศเย็นขึ้น รู้สึกดีใจครับที่เสื้อกันหนาวเตรียมมาได้ใช้

 

ปางอุ๋ง

นางแบบจำเป็น เห็นแต่ก้น อะเฮ้ย อะเฮ้ย

นักท่องเที่ยวไม่เยอะครับวันนี้ ความฟินจึงมาเต็ม อยากถ่ายรูปที่ไหน จุดไหน จัดไปยาวๆ ไม่รีบ ไม่ต้องแย่งใครครับ  เราเดินถ่ายรูป รับลมเย็นๆ จนเริ่มหนาวเลยชวนกันกลับโฮมสเตย์ ถึงโฮมสเตย์ก็สั่งหมูกระทะ ๔ ชุดสำหรับคน ๙ คน ไม่รู้เพราะหิวหรือเพราะมันอร่อยจริมๆ  ทุกคนไม่คุยกันสักคำ ยกช้อน ยกถ้วยซดกันนัว ได้ยินเสียงคุยอีกทีก็ตอนที่เริ่มแบ่งปันหมูกระทะในหม้อตัวเองให้หม้ออื่นๆ  อารมณ์ประมาณว่าคือถ้าตูไม่อิ่มอย่าหวังว่าจะได้น้ำใจจากตูอะไรประมาณนี้   ๕๕๕๕๕++

หมูกระทะบ้านลุงนะชุดละ ๓๐๐ บาทครับ มีแค่เนื้อหมู โนกุ้ง โนหมึก มีวุ้นเส้น มีผักเป็นยอดถั่วลันเตาและผักกาดขาว ถึงจะไม่เวอร์วังเท่าที่บางกอก แต่ขอบอกรสชาติมันล้ำกว่ามาก ใครไปแนะนำให้ลองครับ อากาศหนาวๆ ย่างหมูกระทะ ไออุ๋นจากไฟในเตา คือมันรู้สึกดีจริม ๆครับ ภาพปลากรอบไม่มีนะจ๊ะ ต่างคนต่างหิวกว่าจะหยิบกล้องออกจากกระเป๋าได้ หมูกระทะก็หายวับไปแล้ว  ๕๕๕๕++

อิ่มกันจัง ตังก็ต้องแชร์ด้วยนะเออ ๓๐๐ คูณ ๔ หาร ๙ ตกคนละ ๑๓๔ บาท คุ้มเวอร์ จากนั้นก็นั่งเมาท์มอย กินลม ชมซูปเปอร์มูล ดูดดื่มความหนาวกันต่อ  จนทนความหนาวกันไม่ไหวจึงแยกย้ายกันเข้านอน พรุ่งนี้เจอกัน ๐๕.๓๐ น. นะจ๊ะ บาย กู๊ดไนท์ ไรงี้ จริงๆ ก็อยากคิสมีพลีสสสสส…นะ แต่เกรงใจเพื่อนร่วมทริป ฮิ้ววววว

เสียงนาฬิกาปลุก “มิสทีนมาแล้วค๊ะ” ดังรัวๆ สะทุ้งตืน ฟันไม่แปรง หน้าไม่ล้าง หยิบผ้าเช็ดขี้ตารัวๆ หยิบกระเป๋ากล้องใส่บ่า แล้วก้าวขาให้ไว ถึงหน้าโฮมสเตย์เพื่อนร่วมทริปมองหน้าเพียบบบ…เดี๋ยวตูไม่ได้สายใช่ม๊ะ คำถามที่เกิดในใจ แต่ไม่อยากได้คำตอบ  ๕๕๕๕++ จากนั่นก็เดินนำหน้าเพื่อนๆ ดูรีบเร่ง ตีเนียนๆ

เช้านี้อากาศที่ปางอุ๋งเย็นสบายครับ ไม่ถึงกับหนาวเราโชคดีได้เห็นหมอกบางๆ ลอยเหนือน้ำ ถึงจะไม่เยอะ ไม่อลังเหมือนในภาพที่ใครหลายๆคนถ่าย แต่ยังดีกว่าไม่ได้เห็นว่าไหมครับ

 

ปางอุ๋ง

มรึงนั่งกันสบาย เคยมองหน้าคนพายบ้างไหม?

 

ปางอุ๋ง

มุมยอดฮิต ติดท็อปไฟว์ ของปางอุ๋ง

 

ปางอุ๋ง

ใครไปบนสะพานนี้ จับเป็นแบบให้หมด หลากคน หลากอารมณ์ครับ

 

ปางอุ๋ง

หุ่นไม่ดี ไม่กล้าโชว์นะค๊ะ

 

ปางอุ๋ง

 

ปางอุ๋ง

 

ปางอุ๋ง

นาทีสุดท้าย นางก็มาปรากฏกายให้ได้รัวชัตเตอร์ครับ ซิกเนเจอร์ปางอุ๋ง แม่หงษ์ขาว

 

ปางอุ๋ง

รวมพลอำลาปางอุ๋ง หายไปสองสาวดาวรุ่ง

 แดดเริ่มแรง อากาศเริ่มร้อนเราก็กลับโฮมสเตย์ครับ จากนั้นก็อาบน้ำเก็บกระเป๋าขนของออกมารอรถที่จะมารับไปส่งที่ขนส่งแม่ฮ่องสอน สำหรับรถรับส่งจากหมู่บ้านร่วมไทย ไปขนส่งแม่ฮ่องสอนมีสองรอบเช่นกันคือรอบแรกเวลา ๐๕.๓๐ น. และ รอบที่สองเวลา ๑๑.๐๐ น. ซึ่งเราเลือกที่จะกลับรอบที่สอง เพื่อใจะได้ดื่มด่ำกับปางอุ๋งให้นาน ๆ

ระหว่างรอรถ เราก็เปาหูน้องสองคนที่หลงกลมาแล้วครั้งหนึ่งต่อ ชวนคุณเธอไปดอยแม่อูคอกับเรา ไม่ต้องไปปาย เพราะดอยแม่อูคอดอกบัวตองกำลังบานอย่างสวยงาม ส่วนปาย ไปวันไหนก็ได้ ช่วงนี้ไม่มีอะไรน่าไป บลาๆ  จนน้องเปลียนใจไปกับเราอีกครั้ง ผมก็โทรจองที่พักที่สวนดอยแม่อูคอให้ แต่…บ้านเต็ม เหลือแค่เต็นท์ซึ่งน้องรับได้ เลยจองเต็นท์ให้ พอเรามาถึงขนส่งแม่ฮ่องสอน รถเปรมประชากลับเต็มไม่ว่าง น้องเลยต้องจำใจไปปายตามล่าความฝันของตัวเอง ส่วนพวกเราเหลือเวลาอีก ๑ ชั่วโมงรถถึงจะออก เลยเดินออกไปหาส้มตำ เปิบปลาร้า อย่างนัว และกลับมาขึ้นรถตู้เปรมประชารอบ ๑๔.๐๐ น. ซึ่งเป็นรอบสุท้ายจากแม่ฮ่องสอน-ไปขุนยาม

ทุ่งดอกบัวตองดอยแม่อูคอ

เรามาถึงอำเภอขุนยวมราวๆ ๑๕.๓๐ น. จากนั้นก็โทรให้รถสวนดอยแม่อูคอมารับ  ไปถึงที่พักก็ราวๆ ๑๖.๐๐ น. กว่าจะเก็บของเสร็จ กว่าจะทำธุระส่วนตัวเสร็จก็ปาเข้าไป ๑๖.๓๐ น. หละ เลยให้รถสวนดอยแม่อูคอรีบไปส่งที่ทุ่งดอกบัวตอง ซึ่งสวนดอยแม่อูคอรับส่งฟรี ในส่วนนี้ เรามีเวลาอยู่ที่ทุ่งดอกบัวตองราวๆ ๒ ชั่วโมง ลงรถได้ต่างคนก็ต่างแยกย้ายไปเดินชม ไปเก็บภาพ ในแบบที่ตัวเองชอบ

 

ทุ่งดอกบัวตอง ดอยแม่อูคอ

ทุ่งดอกบัวตอง ดอยแม่อูคอ

นานๆ จะรวมตัวกันครบ เก็บภาพไว้เป็นทีละลึกดิ รอไร

 

ทุ่งดอกบัวตอง ดอยแม่อูคอ

ดอกใหญ่ๆ บานกว้างๆ เต็มเลนส์

 

ทุ่งดอกบัวตอง ดอยแม่อูคอ

 

ทุ่งดอกบัวตอง ดอยแม่อูคอ

 

ทุ่งดอกบัวตอง ดอยแม่อูคอ

 

ยังไม่เต็มอิ่ม ยังไม่หายคิดถึง ดวงอาทิตย์ก็ลับขอบฟ้าไปซะหละ ได้เวลากลับที่พัก แต่ไม่เป็นไร เดี๋ยวพรุ่งนี้มาใหม่ มีเวลาอีกหลายชั่วโมง เพราะทริปนี้เราเน้นสโลว์ไลฟ์ ๕๕๕๕++

อากาศบนดอยแม่อูคูหนาวมากกกกกกก หนาวจับจิต จนไม่คิดจะอาบน้ำ แต่ทนกลิ่นเต่าตัวเองไม่ไหว เลยเข้าไปป๊าบๆ สามขันก็ออกมา พอดีเห็นแสงสวยๆ ฟ้างามๆ เลยจับกล้องมาลั่นชัตเตอร์  รอสมาชิกมากินมื้อเย็น

 

สวนดอยแม่อูคอ

สวนดอยแม่อูคอ

สำหรับรายละเอียดที่พักสวนดอยแม่อูคอ
– บ้านเดี่ยวราคา ๘๐๐ บาท ต่อคืน ไม่รวมอาหารเช้า พักได้ ๒ คน ห้องน้ำร่วม
– บ้านคู่ราคา ๑,๕๐๐ บาท ต่อคืน ไม่รวมอาหารเช้า บ้านสองหลังติดกัน พักได้ ๔ คน มีห้องน้ำอยู่ตรงกลางใช้ร่วมกัน
– บ้านหลังใหญ่ ๓,๐๐๐ บาท ต่อคืน ไม่รวมอาหารเช้า พักได้ ๘ คน มี ๒ ห้อง ห้องน้ำในตัว มีเครื่องทำน้ำอุ๋น
– เต็นท์ขนาดกลางหลังละ ๓๕๐ บาท ต่อคืน พักได้ ๒ คน ไม่รวมอาหารเช้า
– เต็นท์ขนาดใหญ่หลังละ ๕๐๐ บาท ต่อคืน พักได้ ๔ คน ไม่รวมอาหารเช้า

รายละเอียดเพิ่มเติมคลิก  https://web.facebook.com/tungbuatongpage

กินมื้อเย็นกันเสร็จ ก็เดินเล่นตลาดม้ง ชมซูปเปอร์มูน กันต่อ กว่าจะเข้านอนก็ดึก ส่วนตัวผมชอบอากาศที่นี่มาก หนาวได้ใจจริมๆ ครับ ยิ่งนอนเต็นท์ยิ่งสะท้านไปถึงก้นบึ้งหัวใจ อะไรประมาณนั้นครับ

ภูชี้เพ้อ

รุ่งขึ้นเรานัดเจอกันตอน ๐๖.๐๐ น. ส่งน้องคนที่อยู่ขอนแก่น นางทำงานพรุ่งนี้เช้า นางเลยขอกลับก่อน เสียดายแทนนางจริงๆ ที่ไม่ได้ขึ้นภูชี้เพ้อ นางก็เสียใจ ร้องให้ฟูมฟาย (เวอร์) ก่อนจะลาพี่ๆ และนั่งรถเหมากลับขุนยวมคนเดียว…เพียงลำพัง ส่วนพวกเรานะเหร๋ออออ… ขึ้นรถกระบะที่เหมาไว้ไปคว้าตะวัน ไปสัมผัสไอหมอกที่ภูชี้เพ้อสบายใจเฉิบ๕๕๕๕++

ภูชี้เพ้ออยู่ในหน่วยจัดการต้นน้ำแม่หยอด อำเภอขุนยวม ใกล้กับทุ่งดอกบัวตองดอยแม่อูคอ ในระดับความสูง ๑,๘๑๘ เมตรจากระดับน้ำทะเล ภูชี้เพ้อ เป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นและชมทะเลหมอกอันงดงาม นอกจากนี้ยังเป็นจุดชมวิวที่สามารถมองทิวเขาสลับซับซ้อน และมองเห็นทุ่งบัวตองจากมุมสูงได้อีกด้วย การเดินทางขึ้นภูชี้เพ้อจะต้องใช้รถกระบะเท่านั้น รถเก่ง รถตู้ ไม่สามารถขึ้นไปได้เพราะเป็นถนนลูกรังค่อนข้างชันและเป็นหลุม หากต้องการขึ้นไปชมวิว แต่ไม่สามารถขับรถขึ้นไปเองได้หรือไม่มีรถสามารถสอบถามชาวบ้านที่ตลาดม้งหรือติดต่อที่สวนดอยแม่อูคอจะมีรถกระบะนำเที่ยวให้บริการส่วนราคาจะอยู่ที่ประมาณ ๙๐๐ บาท 

 หลังจากรถมาส่งที่จุดจอดรถจะต้องเดินขึ้นไปอีกราวๆ ๑ กิโลเมตรทางเดินง่าย สบายครับเพราะเขาทำเป็นบันไดให้เดิน วิวข้างบนงามมาก เดินไป กดชัตเตอร์ไป กลัวไม่ทันดวงอาทิตย์ขึ้นครับ

 

ภูชี้เพ้อ

ทะเลหมอกมาน้อย ดูเบาบาง เสียดายครับ

 

ภูชี้เพ้อ

ถึงจุดชมวิวปุ๊บ ดวงอาทิตย์ขี้นพอดี เกือบมะทันซะแล้ววววว

 

ภูชี้เพ้อ

พักหายใจ กดชัตเตอร์ เซลฟี่ กันสักพัก็ได้เวลาลงจากภูชีเพ้อ ระหว่างทางมองลงมาจะเห็นทุ่งบัวตองจากมุมสูงเหลืองอร่ามเต็มหุบเขา สวยมากๆครับ

ตลาดม้ง ดอยแม่อูคอ

ถึงที่พักก็หาสั่งมื้อเช้ากิน กินเสร็จก็เดินชมตลาดม้งกันต่อ ก่อนขึ้นไปทุ่งดอกบัวตองอีกครั้งครับ

 

สวนดอยแม่อูคอ

สวนดอยแม่อูคอ

 

ตลาดม้ง ดอยแม่อูคอ

 

ตลาดม้ง ดอยแม่อูคอ

 

ตลาดมั้งสวน ดอยแม่อูคอ

 

ตลาดม้ง ดอยแม่อูคอ

สวนดอกไม้ที่ชาวม้งปลูกไว้ให้นักท่องเที่ยวเข้าไปถ่ายรูป ค่าเข้า ๑๐ บาทครับ

 

ทุ่งดอกบัวตองดอยแม่อูคอ รอบสอง

เดินย่อยอาหารทีตลาดมังสักพัก เราก็ไปต่อกันที่ทุ่งดอกบัวตองอีกครั้งให้หนำใจ ให้หายอยากกันไปเลย  ช่วงเช้าและช่วงเย็นสวยคนละแบบครับ ช่วงเย็นท้องฟ้าเป็นสีแดง ไล่เฉดสีสวยงาม ส่วนช่วงเช้าจะเห็นทะเลหมอกอยู่ไกลๆ ดอกบัวตองก็ดูสดชื่น มีชีวิตชีวาครับ

 

ทุ่งดอกบัวตอง ดอยแม่อูคอ

ทุ่งดอกบัวตอง ดอยแม่อูคอ

ทุ่งดอกบัวตองดอยแม่อูคอ

ทุ่งดอกบัวตอง ดอยแม่อูคอ

บานเกือบจะ ๑๐๐% หละครับ ถือว่าเราโชคดี คาดการณ์ได้เปะ ไม่กินแห้วครับ

 

ทุ่งดอกบัวตอง ดอยแม่อูคอ

 

สมาชิกที่ยังพอมีแรงเดินเที่ยวครับ เพราะเราอยู่บนนี้นานมาก กว่าจะกลับลงไปเช็คเอาท์ออกจากที่พักตอนเที่ยงกว่าๆ และให้รถสวนดอยแม่อูคอไปส่งที่สมบัติทัวร์อำเภอขุนยวม ถึงขุนยวมก็เที่ยงครึ่ง ซึ่งรถที่เราจะกลับบางกอกจะมาประมาณ ๑๗.๐๐ น. เราเลยตระเวนหากิน หาเที่ยวในขุนยวม บางคนก็ไปนวดเท้าทำสปา บางคนก็เดินช๊อปซื้อของฝาก  ส่วนผมเดินไปเดินมาเจอวัดสวยๆ ชื่อวัดม่วยต่อ เลยเดินแวะเข้าไปถ่ายรูปครับ

 

วัดม่วยต่อ อำเภอขุนยวม

วัดม่วยต่อ อำเภอขุนยวม

 

สำหรับวัดม่วยต่อ เป็นวัดที่สำคัญของอำเภอขุนยวม เป็นสถานที่ตั้งของสุสานทหารญี่ปุ่นหลายคณะ เป็นที่ปลูกลิ้นจี่พระราชทานของสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ในปี พ.ศ. ๒๕๑๘ เมื่อเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมขุนยวม

 

วัดม่วยต่อ อำเภอขุนยวม

เดินถ่ายรูป ชมวัดจนเหนื่อย ก็เดินออกมาหน้าวัดเจอร้านกาแฟ เลยแวะเข้าไปกินชานมปั่น และนั่งแช่แอร์เย็นๆ จนถึงเวลารถมา ก็มาขึ้นรถ และนอนยาวๆ ไปถึงตีสามกว่าๆ รถก็จอดให้พักและทานข้าวที่ “ครัวต้นกำแพง” จังหวัดกำแพงเพชร ที่เดิมตอนขามา มันก็แปลกดีกินข้าวเย็นตอนตีสาม ถ้าเป็นเวลาธรรมดาเราคงจะหลับสบาย ไม่ลุกมากินใช่ปะ แต่นี้รถจอดปุ๊บ ทุกคนวิ่งเข้าห้องวีไอพีปุ๊บ ซัดข้าวต้มกันรัวๆ

บ๊าย บาย เจอกันทริปต่อไปครับ

ท้องอิ่ม เดินยืดเส้นยืดสาย บางคนก็ซื้อของฝากเต็มไม้ เต็มมือ จากนั้นก็ทยอยกันขึ้นรถ คนครบรถก็ออกตามสเต็ป หลับยาวจนสว่างกันเลยทีเดียว รู้ตัวอีกทีรถก็จอดที่สมบัติทัวร์ศูนย์วิภาวดีเรียบร้อย ๐๘.๐๐ น. เป๊ะ  ได้กระเป๋ากันครบก็โบกมือลา ด้วยความอาลัย โอกาสหน้าเจอกันใหม่ เป็นอันจบทริปพาแฟนเพจเที่ยว ครั้งแรก แบบแฮปปี้เอนดิ้ง แฮปปี้เอนดิ้งสำหรับผมนะ เพราะได้เห็นร้อยยิ้ม ได้ยินเสียหัวเราะ ได้เม้าท์มอย ได้ทำความรู้จักกัน ได้ช่วยเหลือซึ่งกันและกันตลอดระยะเวลา ๓ วัน ๕ คืน คือมันดี รู้สึกดี ไม่เหนื่อยเลย ส่วนเพื่อนร่วมทริปจะสนุก จะแฮปปี้กับผมไหมนั่น หากพวกเขาได้อ่านรีวิวนี้ผมก็ขอรบกวนอีกสักนิ๊ดดดดด ช่วยคอมเม้นท์ บอกความรู้สึก หรือจะเสนออะไรก็แล้วแต่ ผมจะยินดี และขอบคุณมากๆครับ

ปล. แว่วๆมาจะมีทริปพาแฟนเพจเที่ยวครั้งที ๒ แน่นวล เร็วๆ นี้ครับ เพราะสมาชิกพาแฟนเพจเที่ยวครั้งแรก เรียกร้องมา พะนะ

แสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

TAGS
RELATED POSTS
AGODA