ดอยม่อนจอง
Slider
ซาปา-ฮานอย
เช็คอินต่างแดน

ซาปา-ฮานอย ดีต่อใจ ไม่ไป ไม่ได้แล้วววว!!!

25 ธันวาคม 2016 (ยอดชม 11,871 views )

ซาปา-ฮานอย

สวัสดีครับ ทริปนี้เป็นทริปที่ได้รับเชิญจาก  สายการบินนกแอร์  ไปเที่ยว ซาปา-ฮานอย  ประเทศเวียดนาม  ผมนี้ตื่นเต้นมากเลยครัช!! แค่ได้บินไปเที่ยวก็สุดติ่งแล้ว แต่ครัช…แต่… งานนี้ไปไกลถึงต่างแดน ยิ่งตื่นเต้นสุดๆ  นานๆ ถึงจะได้มีโอกาสไปเหยียบต่างถิ่นกับเขาสักที ..ต้องขอขอบคุณทีมงานนกแอร์ ที่ให้โอกาสดีๆแบบนี้ ขอบคุณจริงๆครับ

วันเดินทางตื่นตี ๓ เรียกว่ากำลังสะลืมสะลือ เพราะเรานัดเจอกันตอนตี ๔ ที่สนามบินดอนเมือง เช้าๆขนาดนี้เดินออกไปปากซอยเห็นจะลำบากครับ เกือบๆ ๕๐๐ เมตร เลยใช้บริการ grabtaxi สะดวกสบาย รับ-ส่งถึงที่

 

ซาปา-ฮานอย

เมื่อถึงสนามบินดอนเมืองผมก็เข้าไปเช็คอินและโหลดกระเป๋าตามปกติ บินเช้าๆ สะดวกดีครับคนไม่แน่นไม่ต้องรอนาน สำหรับเที่ยวบินของนกแอร์ที่จะบินไป ฮานอยไม่ได้บินทุกวัน จะมีเฉพาะวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ และอาทิตย์เท่านั้น วันละ ๒ เที่ยวบิน ส่วนเวลาบินก็ตามรูปข้างล่างเลยครับ

 

ซาปา-ฮานอย

 

เช็คอินเสร็จก็เดินผ่าน ตม. แล้วก็เข้าเกท เจอเพื่อนร่วมทริป ก็ทักทายเซไฮกันไป บลาๆ  แต่เอ๊ะ!!!  แอบสังเกตเห็นที่เท้าของแต่ละท่านดันใส่ KEEN มาเหมือนกัน แบบไม่ได้นัดหมาย อันนี้ไม่ได้ขายของนะ  แค่เรื่องบังเอิญ มันบังเอิญจริง…จริ๊งงง ไม่ได้โม้

 

keen

 

พอเครื่อง Take off สักระยะ นางฟ้าในชุดสีเหลืองก็เอาของว่างมาแจกกกก แต่เอ๊ะ!!  (เอ๊ะ อีกหละ!!)  เป็นที่น่าสังเกตุว่าแพ็คเกจของว่างได้เปลี่ยนไป จากที่เคยมาในห่อถุงกระดาษสีน้ำตาลอ่อน กลับเปลี่ยนเป็นกล่องกระจุ๋มกระจิ๋ม มีรูปนกเงือก แลดูสวย น่ารัก เลอค่ามากกก แอบสังสัย แต่ยังไม่ได้ทันถาม นางฟ้าในชุดสีเหลืองก็ชี้แจงถึงที่มาที่ไปของแพ็กเกจจับประเด็นได้ว่า จากนี้ไปทางนกแอร์จะเปลี่ยนลวดลายของแพ็คเกจในแต่ละเดือนให้แตกต่างกันไป โดยตั้งใจมอบให้เป็นของที่ละลึกกับผู้โดยสารที่เดินทางกับนกแอร์ ส่วนเดือนนี้ที่เลือกลวดลายเป็นรูปนกเงือก เพราะนกเงือกเป็นสัญลักษณ์ของรักแท้ นกเงือกเป็นนกที่รักเดียวใจเดียว หรือที่เรียกกันแบบบ้านๆว่า “ผัวเดียวเมียเดียว” ที่สำคัญนกแอร์จะมอบรายได้จากการขายสินค้าชุด Nok Tropical ให้กับมูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือก เพื่อเป็นการอนุรักษ์นกเงือกที่ใกล้จะสูญพันธุ์

 

ซาปา-ฮานอย

 

ฟังนางฟ้าชี้แจงแถลงไขจบ ผมนี่ไม่กล้าแกะออกกินเลยครัช…หยิบออกมาถ่ายรูป จากนั้นก็ยัดใส่กระเป่าเอากลับบ้าน เวอร์ จริงๆ พอเครื่องลงฮานอยก็เอาออกมากินจนหมดแหละ เพราะหิวววว

จากสนามบินดอนเมือง ถึงสนามบินโหน่ยบ่าย (Noi Bai) ฮานอย ใช้เวลาประมาณ ๒ ชั่วโมง ผ่านการตรวจคนเข้าเมือง แล้วมารับกระเป๋า จากนั้นแลกตังเป็นเงินดองของเวียดนาม ตรงนี้แนะนำเลยนะครัช เที่ยวแบบสนุกคุ้มค่าเงิน ให้แลกเงินไทยไปเป็นเงินดอล (USD) ก่อน แล้วนำเงินดอลมาแลกเป็นเงินดอง (VND) ของเวียดนาม  (๑๐,๐๐๐ ดอง  (VND) เท่ากับ ๑๕-๑๖ บาท) ใช้วิธีนี้แจ่มสุด แต่ให้ทยอยแลกนะ อย่าแลกหมดเพราะถ้าเงินเหลือให้เหลือกลับมาเป็นเงินดอล ดีกว่าเพราะแลกคืนเป็นเงินบาทไทยจะขาดทุนน้อยหน่อย

แลกตังเสร็จก็เดินหาร้านขายซิมการ์ด ไว้ท่องโลกเครือข่าย   แนะนำ VIETTEL สัญญาณแรงเวอร์ไม่มีตก มีหลายแพ็คเกจให้เลือก ใครจะเล่นเน็ตด้วยโทรด้วยก็มี ใครจะเล่นเน็ตอย่างเดียวก็มี สำหรับผมเลือกเล่นเน็ตอย่างเดียวครับ เป็นแพ็คเกจ ONLY INTERNET ACCESS :200,000 (9 USD)  จะได้เน็ตมา ๗ GB ใช้ได้ ๑ เดือน ราคาอยู่ที่ ๒๐๐,๐๐๐  ดอง (VND) หรือ ๙ USD ประมาณ ๓๐๐ กว่าบาทไทย

ตังได้แล้ว เน็ตได้แล้ว รอไรหละ!! ลากกระเป๋ายาวๆ ตามหลังไกด์ไปขึ้นรถบัสซิครับ จากฮานอย ใช้เวลาประมาณ ๕-๖ ชั่วโมงถึงจะถึงซาปา ระหว่างทางไกด์จะแจกแฮมเบอร์เกอร์ไสตล์เวียดนาม ใหญ่บิ๊กบึ้ม ชิ้นเดียวอิ่มตลอดวันแบบในภาพข้างล่างให้ รสชาติก็งั้นๆ แหละ เพราะผมไม่ค่อยชอบขนมปังพวกนี้อยู่แล้ว  ส่วนคนที่ชอบก็คิดว่าน่าจะอร่อย ๕๕๕๕๕++ อิ่มขนมแล้ว ใครใคร่นอน…นอน ใครใคร่ชมวิว…ชม ตามสบายเพราะระยะทางอีกยาวไกล

 

ซาปา-ฮานอย

 

วิวระหว่างทางสวยงาม เห็นแล้วชวนคิดถึงบ้าน ยากที่จะหลับตาลง ทั้งที่แทบไม่ได้นอนเลย..ในมือมีกล้อง ก็แชะไปเรื่อยครับ

 

ซาปา-ฮานอย

 

ซาปา -ฮานอย

 

เวลาผ่านไป  ๔-๕ ชั่วโมง ได้เวลาน้ำย่อยกำลังเรียกร้องหาอาหาร…พอๆกับรถจอดที่ร้าน Le Bordeaux เมือง Lao Cai  พิกัดนี่เลย Le Bordeaux Address :  ๓๒๒ Nguyen Hue Street, Lao Cai Province อ่านว่าอย่างไร ไปสะกดเอาเอง เพราะผมก็อ่านไม่ออกครัชชช..

 

ซาปา - ฮานอย

 

จัดหนักจัดเต็มครับที่ร้าน Le Bordeaux ป้ายร้านสีแดงสะดุดตา ถือว่าเป็นร้านอาหารสุดหรู ดูดีในย่านนี่ล่ะ  ตึกแดงทรงยุโรปผสมจีนบรรยากาศในร้านเบาสบาย แอร์เย็น พาให้เคลิ้มได้ทีเดียวเชียว อาหารจะเน้นอาหารพื้นเมืองเวียดนาม เมนูไม่ไกลจากบ้านเรามาก แต่รสชาติผมว่าไกลจากบ้านเราเยอะ คิดถึงฝีมืออาหารรสชาติไทยๆ ขึ้นมาทันที คือมันจืดเบาบางแบบผู้ดีเกิ๊น ไม่เหมาะกับลิ้นเถื่อนๆของผมจริงๆเลยครัช

 

ซาปา - ฮานอย

 

ทันทีที่อาหารถูกจัดเสริฟลงบนโต๊ะ ไม่ว่าจะเป็นเมนูไก่เอย ผัดกุ้งสมุนไพร แล้วอะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย เหล่าบรรดาช่างภาพก็แฉะกันอย่างไม่ยั้ง ทั้งๆที่หิวจนตาลาย ..พอชัตเตอร์สุดท้ายเรียบร้อย เริ่มแ..กได้เลยครัช อยากจะขอน้ำปลา หรือน้ำพริกซอยสักจาน ให้สะดุ้งลิ้นอันกร้านของผมบ้าง เจอแต่อาหารรสแซบอย่างส้มตำจนเคยตัว เพราะมาเจออาหารรสจืดหน่อย มันไม่เข้ากับลิ้นผมเท่าไร แต่โดยรวมก็อร่อยแบบบ้านเขานั่นละครับ แ..กๆไปอย่าเยอะ!!

 

ซาปา - ฮานอย

 

จากนั้นนั่งรถต่ออีกราวๆ ชั่วโมงก็ถึงซาปา เส้นทางผ่านเรียบไหล่เขา..ไต่เขาไปเรื่อยๆ มีความหวาดเสียวพอตัว ถนนไม่กว้างมาก เหลือพื้นที่กระจิดริดอันน้อยนิด ให้รถสวนกันไปมา ใครพลาดแม่งเสี่ยงล่วงกันเลย กว่าจะมาถึงที่พักได้เล่นเอาเยี่ยวเหนียวเกร็งซิครัช พอมาถึงโรงแรม  SAPA LEGEND HOTEL โรงแรมหรูระดับ ๔ ดาวโปร่งโล่งกันทีเดียว โรงแรมนี้จัดว่าเด็ดตรงที่มีมุมให้ส่องเห็นทะเลสาบได้ด้วย เห็นวิวงามๆ ทำให้เพลินหายเหนื่อยกันทีเดียว หลังจากเก็บสัมภาระ จัดการทำความสะอาดตัวเอง หลังจากเหงื่อไหล ไข่ย้อย..เอ้ย เหงื่อไหลไคลย้อยมาทั้งวัน พอได้อาบแล้วดีงาม สบายขึ้นมากเลยครับ

 

ซาปา

 

แต่ครัชแต่..มุมอาบน้ำก็พาให้หวิว คือมันก็ใสเกิ๊น เกินแบบกระจกใสบางๆ ที่กั้นตรงกลางเท่านั้น อาบไปนี่เสียวร่องดากได้เลย ๕๕๕๕๕++ ชัดแจ๋วแหวว แต่ก็ไม่อะไรขนาดนั้นมันมีม่านรูดให้อยู่ครับ ใครอยากโชว์ก็โชว์ ใครอยากปิดก็ปิด ส่วนที่นอนเตียงคู่นิ่มพอดีตัว ถูกปูด้วยผ้าสีขาว สะอาดตาครับ แอบงีบไปนิดก่อนที่เวลานัดหมายจะมาถึง..

 

ซาปา

 

ถึงเวลานัดหมาย ก็ลงมารวมตัวกับเดอะแก๊งไปตะล่อนส่องซาปา ที่แรกที่เราไปคือโบสถ์คริสต์ เป็นโบสถ์หินแห่งเมืองซาปาที่มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า The Ancient Stone Church เป็นสถานที่สำคัญของเมือง ที่นักท่องเที่ยวต้องมาเยือน เพราะถือเป็นแลนด์มาร์คที่น่าไปถ่ายรูป โดยโบสถ์แห่งนี้สร้างขึ้นจากชาวฝรั่งเศษในปี  ๑๘๙๕ (ตอนนั้นคนฝรั่งเศสอาศัยอยู่ในซาปาเยอะมาก) เพื่อให้คนฝรั่งเศสได้ใช้ในพิธีมิสซาในวันหยุดสุดสัปดาห์

เราเดินแป๊บเดียวถึงครับ ไม่ไกลจากที่พักเท่าไหร่ จริงๆ แล้วหากท้องฟ้าเป็นสีน้ำเงิน หรือมาในช่วงที่เขาเปิดไฟ ภาพถ่ายของโบสถ์นี้จะสวยมาก แต่…แต่…ฟ้าวันนี้ไม่เป็นใจให้เรา  ภาพที่ได้เลยเป็นอย่างที่เห็นครับ

 

ซาปา

 

ด้านหน้าโบสถ์จะมีลานกิจกรรมบริเวณกว้าง สำหรับไว้จัดงาน และทำกิจกรรมร่วมกัน วันที่เราไปชาวสาปาบ้างก็เล่นวอลเลย์บอล บ้างก็ตีแบต บ้างก็วิ่งหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน

จากโบสถ์คริสต์เราก็ไปต่อที่ร้านกาแฟ  Cafe in Th Clouds ร้านกาแฟสุดชีค ส่วนรสชาติ คนที่ดื่มเขาว่าอร่อยดี แต่ที่เป็นไฮไลท์ของร้านคือ จุดชมวิวของร้านที่อลังการงานสร้างมากกกก…เพราะร้านตั้งอยู่ริมเขาสามารถมองเห็นทิวเขาสลับซับซ้อนและมองเห็นนาขันบันไดที่อยู่ลึกลงไปในหุบเขา ถึงแม้จะไม่สามาถเห็นดวงอาทิตย์ตกเป็นไข่แดง แต่ร้านกาแฟนี้ก็เป็นจุดที่ชมดวงอาทิตย์ตกที่สวยไม่แพ้ที่อื่นๆ ในซาปาครับ

 

ซาปา

 

จิบชา ชมวิว แชะภาพจนหนำใจ ก็กลับที่พัก และออกไปเดินเล่นต่อที่ทะเลสาบใจกลางเมืองซาปา อากาศหนาวๆ บวกกับแสงสีของไฟจากตัวอาคารสะท้อนในน้ำ ทำให้มโนว่าตัวเองกำลังเดินชมแสงสีของเกาะฮ่องกงอะไรเบอร์นั้น เพียงแค่ต่างกันที่รูปทรงของตัวอาคาร…แค่นั้น ๕๕๕๕๕++ เดินถ่ายรูปไปเรื่อย ดูนู่น นี่ นั่น รอเวลาจนน้ำย่อยเริ่มเรียกร้องความหิวโหย พอๆกับได้เวลารวมตัวไปกินมื้อเย็น  เลยเดินกลับที่พักซึ่งเป็นจุดรวมพล

 

ซาปา

 

มื้อเย็นมื้อแรกของซาปา เราจัดหนักที่ร้าน Sapa Restaurant Red Dao Hose ที่นี่มีเมนูอาหารที่หลากหลายสไตล์เวียดนาม ส่วนที่อยากแนะนำคือแซลมอนแล่สดๆ  ไว้จุ่มในหม้อไฟร้อนๆ พร้อมผัก และเส้น  ไม่รู้เขาเรียกว่าอะไร แต่แซบเวอร์ ต้องลองครับ ห้ามพลาด!!

 

ซาปา

 

จัดมื้อเย็นกันเสร็จบางส่วนก็ไปเดินช็อปกันต่อ บางส่วนก็เดินกลับที่พัก ผมเลือกเดินกลับที่พัก เพราะกระเป๋าที่ใส่เสื้อผ้าไปยังเปิดไม่ได้ บังเอิญมือดันเผลอไปโดนตรง set รหัสใหม่ นั่งสุ่มรหัสก้นเกือบทั้งคืนกว่าจะได้   ถือว่าโชคดีไปที่ไม่ต้องทุบกระเป๋าครับ

เปิดกระเป๋าได้ก็ลากกระเป๋าขึ้นห้อง อาบน้ำ นอนเอาแรงครับ พรุ่งนี้มีภารกิจแต่เช้า กับภารกิจแว้นซอกแซกซาปาครับ

 

ซาปา

 

เช้าตรู่ของวันใหม่ สูดรับบรรยากาศดีๆ ในเมืองซาปา พร้อมกับภารกิจซอกแซกซาปา กับการเป็นเด็กแว้นซ์เช่าแมงกะไซด์ เก็บเกี่ยวบรรยากาศ กินลม ชมวิว รอบๆ ซาปา หนาวเย็นจนหน้าชา แต่สิ่งที่ได้ สิ่งที่เห็นดี๊ดี ถือว่าคุ้ม  ระหว่างทางของการเดินทางมักจะมีมุมแปลกๆ สวยๆ งามๆ ให้ได้ดู ให้ได้ชมตลอดทาง เห็นแล้วรู้สึกทึ่งครับ

 

ซาปา

 

แว้นตามกันไปเป็นเดอะแก๊ง…สำรวจทุกซอกทุกหลืบ ดูการทำนาบนไหล่เขาเป็นขั้นบันไดแบบนาทึ่ง ใช้ทุกอณูของไหล่เขาแบบเต็มพิกัด เลี้ยวซ้าย ขดขวา หมุนเป็นเกลียว ๆ เออ..แปลกตาจริงๆเลยครัช น่าเสียดายที่ไม่มีนาข้าวให้ดู ไม่งั้นคงจะเป๊ะเวอร์กว่านี้แน่ ๆ ข้าวที่เหลือก็มีแค่นี่หละครับ รุมกันกดชัตเตอร์รัวๆ  ๕๕๕๕๕++

 

ซาปา

 

ซาปา

 

ซาปา

 

จนมาเจอจุดชมวิวนี้..ว่างๆ พอให้ได้ส่อง เห็นวิวนาเป็นขั้นบันได ถึงจะเงิบไปนิด…มาช้าไปหน่อย เพราะเขาเก็บเกี่ยวกันไปแล้ว  แต่ยังคงเหลือซากตอข้าวไว้เป็นร่อง ๆขั้น ๆให้ชมกัน จริงๆผมอยากจะกลับมาที่นี้อีกนะครัชชชช… อยากจะกลับมาเห็นตอนนาข้าวเขียว หรือไม่ก็ตอนนาข้าวเหลือง คงจะสวยอลังการแน่ๆ

 

ซาปา

 

สภาพเส้นทาง ค่อนข้างน่ากลัว ทั้งชั้น และขลุขละ ถ้าขับแมงกะไซค์ไม่ชำนาญไม่แนะนำให้ขับเองนะครัช อาจจะไถลลงข้างทางหรือไม่ก็ล้มกันได้  เส้นทางโหดๆ หลายจุด หลุมดวงจันทร์คือเยอะมาก

 

ซาปา

 

ซาปา

 

ซาปา

 

เพื่อนขับรถมาจอดที่ไหนไม่รู้ แต่ที่่รู้คือหิวมาก ลำไส้เริ่มกริ้ว น้ำย่อยเริ่มเรียกร้องอีกแล้ว พวกเราเลยลงประชามติ โส้ยแหลกแ..กมันที่นี่!! มารู้อีกทีว่าที่นี้เขาเรียกกันว่า บ้านมั้งดำ อาหารที่สั่งกินคือเฝอ ก๋วยเตี๊ยวเส้นเล็กผสมต้มจืดคับคล้ายต้มยำ รสชาติจางๆ กับชานม (ชานมรสแย่มากไม่แนะนำให้สั่ง เป็นชาลิปตั้น และก็ใส่นมเยอะ ๆ จนเป็นสีขาว รสนมจัดกว่ารสชา รสชาแทบไม่มี )

 

ซาปา

 

เห็นประกายเสือในตาแมว คือแม่งมองแบบโมโหหิว หรือในแววตามันกำลังบอกอะไรสักอย่างประมาณว่า  “เมิงจะแ..กหรือไม่แ..ก!!” อ่ะ แหลกก็แหลกว่ะ

 

ซาปา

 

เสร็จจากมื้อเช้า เรี่ยวแรงพละกำลังเริ่มมาล่ะ แว้นต่อหละกัน แว้นไต่เขาขึ้นมาหน่อยหันหลังกลับก็จะเป็นบ้านม้งดำที่เราไปกินข้าวเช้ามาเมื่อกี้ครับ

 

ซาปา

 

ภาพด้านล่าง นั่งถ่ายรูปเฉยๆ นะครับไม่ได้ขับเอง ผู้ชายแมนๆ อย่างเราต้องเกาะเอวผู้หญิงสตรองไปครับ

 

ซาปา

 

แว้นมาสักพักไกด์พาแวะถ่ายรูปที่รีสอร์ท Eco Palms Hose ซึ่งเป็นกระท่อมริมเขา  หลังคาทำจากแฟกหรือหญ้าอะไรนี่ละ ที่นี่ร่มรื่นดี วิวงามโครตๆ  เก็บภาพจนพอใจก็แว้นกันต่อครับ ไม่มีอะไรมาก ๕๕๕๕๕++

 

ซาปา

 

 

 

ซาปา

 

แว้นมาเรื่อยๆก็จจะเจอกองฟางสองอันคู่กัน ภาพไอ้คล้าวกับอีทองกวาวลอยมาเลยครัชชช.. เสียดายที่นี่ไม่มีไอ้ฉ่ำ(ควาย) มีแต่ฝูงหมูป่า ตัวด้ำดำ กับเดอะแก๊งลูกๆ เดินตามหลังกัน แลดูน่ารักครับ

 

ซาปา

 

แว้นชม นู้น นี่ นัน ไปเรื่อยครับ แต่ละจุด แต่ละที่น่าดู น่าสนใจ มีเสน่ห์ ในแบบของมั้นครับ แม้จะไม่มีข้าวในนา แต่รองรอยที่เห็น บวกกับบรรยากาศแบบบ้าน ๆ ที่ยังคงพึ่งพาธรรมชาติเป็นหลัก เห็นแล้วรู้สึกชอบครับ ทำให้คิดถึงบ้านของตัวเอง

 

ซาปา

 

ได้เวลามื้อเที่ยง เราก็ไปเจอกันที่ร้านอาหารที่นัดหมาย จำชื่อร้านไม่ได้ครับ บรรยกาศดีมาก มีการแสดงพื้นบ้านให้ดูระหว่างกินข้าวด้วย ไม่น่าเชื่อครับกลางท้องไร่ ท้องนาจะมีร้านอาหารอยู่กลางทุ่งนา ถือเป็นเสน่ห์ และจุดเรียกลูกค้าเข้าร้านได้ดีครับ

เมนูอาหารก็หลากหลายสไตล์เวียดนามเหมือนเดิม ส่วนเมนูแนะนำจะเป็นเป็ดย่างน้ำผึ้ง แซบมากกก คือมันหวานหอมกลิ่นลมควันอธิบายยากให้สามผ่านเลยครัช เสิร์ฟกับข้าวสวยร้อนเข้ากันมาก ผมนี่กินลืมบ้านกันไปเลย

 

ซาปา

 

ซาปา

 

โปรแกรมช่วงบ่ายวันนี้ แว้นเอาแมงกะไซค์ไปคืน แล้วนั่งรถตู้มุ่งหน้าไปเขาฟานซิปัน ยอดเขาสูงสุดแห่งเวียดนาม จนได้รับการกล่าวขานว่า “ หลังคาแห่งอินโดจีน”  ค่าเข้า ๖๐๐,๐๐๐ ดอง ได้บัตรก็เดินรูดบัตร แล้วเดินเข้าไป ขึ้นกระเช้า คือขอบอกเลยว่า สูงม๊วกกกกก เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในเวียดนาม สูง ๓,๑๔๓ เมตร สูงที่สุดในอินโดจีน หวิวๆเล็กน้อย กระเช้านี้รับน้ำหนักได้ ๒๐ คน ใช้เชือกถึง ๓ เส้น จะได้ไม่สะดุด ..

 

ฟานซีปัน

 

สถานีกระเช้า นั่งกระเช้าข้ามภูเขากว่า ๗  กิโลเมตร ข้ามเทือกเขาน้อยใหญ่มากมายสู่เทือกเขา ฟานซีปัน “ยิ่งสูงยิ่งหนาว” บรรยากาศด้านบน หนาวเย็นจับใจทีเดียว หมอกยิ่งปกคลุมเรื่อยๆ จนแทบมองไม่เห็นอะไร ล่องผ่านผ่าดงหมอกราวๆ ๑๕ นาทีก็ถึงที่หมาย จุดที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นหลังคาแห่งอินโดจีน เพื่อไปชมทิวทัศน์แบบพาโนรามาพร้อมสัมผัสอากาศที่หนาวเย็นแบบสุดขั้วกันจริงๆ..

เยสเข้!! ถึงแล้วครัช ฟานสิปัน ขอบอกเลยว่าข้างบน “หนาวโครตๆ” หนาวจริงอะไรจัง เล่นจนหน้าชาแสบไปหมด หนาวเห้ยยยหนาวชิ-หายยยย (เล่นไปเรื่อย)

 

ฟานซีปัน

 

ฟานซีปัน

 

เดินขึ้นวนไปครัช ..วนไปหนาวไป ไม่มีอะไรมากมาย เอาหน้ากับกายมาปะทะลมหนาว พร้อมชมวิวสุดยอด ของยอดสุดบนเขา แต่ครัชแต่…ไฮไลท์มันก็มีนะเออ..คือจุดถ่ายรูปกับแท่งเหล็กสามเหลี่ยมแท่งนี้ นักท่องเที่ยวเยอะมากต้องแย่งชิงบัลลังก์โบกธงกันถ่ายรูป…เพื่อ?  เพื่อให้รูว่า “กรูพิชิตยอดฟานซิปันได้แล้วเว้ย” ความเหนื่อยจากการเดินขึ้นที่แสนล้าได้รับการทดแทนจากทัศนียภาพอันตระการตา และความมหัศจรรย์ของฟานซิปัน

ฟานซีปัน

 

ฟานซีปัน

 

เต็มอิ่มกับความงามของยอดเขาฟาซิปัน เราใช้เวลาบนนั้นราวๆ ๑ ชั่วโมง เราก็ต้องรีบกลับลงมา เพื่อไปยังจุดหมายใหม่ซึ่งอยู่ไกล และถนนหนทางโหดมากกก…นั่นคือหมู่บ้นยี่ตี้  ใช้เวลาเดินทางนานโครตๆ นั่งจนเมื่อยตูด ในความเพลียมีความเพลิน ผสมความเสียว คือ จะหลับตาลงได้อย่างไร เส้นทางอันลดเลี้ยว โค้งหักศอก ไต่ริมเขาสูง ชันน่ากลัว กว่าจะถึง ณ จุดหมายก็ปาเข้าไปเกือบๆ ๒ ทุ่มหละ ถึงปุ๊บรีบเอาสัมภาระไปเก็บ ก่อนจะออกไปโส้ยแหลกแ..กมื้อเย็นกันต่อ จากนั้นค่อยไปส่องทางช้างเผือก เสร็จก็กลับเข้าห้องนอนใครนอนมันท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็น

รุ่งเช้าอีกวันเรานัดกันตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อไปเก็บแสงแรกของวัน แต่ครับ …แต่ ด้วยความที่ไม่รู้จักภูมิประเทศของที่นี่เป็นอย่างไรมาก่อน ปรากฏว่าเงิบครับ อดดูดวงอาทิตย์ขึ้น เพราะจุดที่เราพักโอบล้อมไปด้วยภูเขาสูงคล้ายๆ เป็นแอ่งกระทะอะไรประมาณนั้น เราจึงเปลียนแผนให้รถพาไปชมวิวด้านบนเผือจะได้เห็นดวงอาทิตย์ขึ้น แต่ก็ไม่มีวี่แวว เราเลยจอดรถชมนาขันบันไดเป็นการชดเชยครับ

 

ซาปา

 

จุดที่เราจอดดูนาขันบันได เป็นจุดที่สวยงามของที่นี่ สวยไม่แพ้ซาปาแน่นอลครับ อย่างที่บอกเรามาช้าไปนิ๊ดดดด!! แทนที่จะได้เห็นนาข้าว แต่กลับได้เห็นตอข้าวแทนครับ

เก็บภาพจนพอ เราก็กลับที่พัก และกินมื่อเช้า (เฝออีกแล้ว  )  กินเสร็จก็เช็คเอาท์ เก็บข้าวของขึ้นรถ แล้วไกด์ก็พาเราไปยังหมู่บ้านดิน ผมจำชื่อหมู่บ้านไม่ได้ครับ จำได้ว่าไกด์บอกว่าเป็นบ้านของชาวเขาเผ่าอะไรสักอย่าง จำไม่ได้อีกแหละ ๕๕๕๕๕++

 

ซาปา

 

บ้านทุกหลังที่นี่จะทำจากดินล้วนๆ เพราะอากาศที่นี้หนาวมาก บ้านดินช่วยลดอุณหภูมิข้างนอกได้เป็นอย่างดี ผู้คนส่วนมากในหมู่บ้านนี้จะเลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ เลี้ยงควาย ไว้กิน  ปลูกข้าว ปลูกผักไว้กิน ชีวิตพึ่งพาธรรมชาติแบบเต็มๆ  อ้อถึงที่นี่จะห่างไกลเมืองม๊วกๆ เรียกว่าเป็นตะเข็บชายแดนก็ว่าได้  แต่ก็มีจานดาวเที่ยมให้ใช้นะเออ

 

ซาปา

 

สาปา

 

ซาปา

 

ซาปา

หลังจากเดินมาจนเหนื่อย ขอพักเอาแรงกันหน่อย ขอบคุณรองเท้าคู่โปรดที่พาฉันเดินไปทุกที่ …แฮ่มมมม!!

 

ซาปา

นาข้าวบางส่วนที่ยังหลงเหลือให้เราได้เก็บภาพครับ…ดีกว่าแห้ววว..นะเออออ

 

ซาปา

ปกติแม่ที่บ้านเกี่ยวตากแดดจนหน้าดำ ก็ไม่เคยสนใจถ่ายหรอก ดั้นด้นมาถ่ายถึงเวียนาม…เพื่อ?

 

จากหมู่บ้านดิน เราก็นั่งรถยิงยาวกลับซาปา ถึงซาปาก็ร่วมโต๊ะกินมื้อเที่ยง กินมื้อเที่ยงเสร็จก็ได้เวลาโบกมือลาซาปา แล้วมุ่งหน้าสู่ ฮานอย เพื่อทำภารกิจ เฮฮา..ฮานอย กันต่อ กว่าจะถึงฮานอยก็ราวๆ ประมาณ ๒ ทุ่ม แวะกินมื้อเย็น แล้วก็เข้าเช็คอินที่พัก แยกย้ายกันหลับนอนครับ ไม่มีอะไร เก็บแรงไว้กับภารกิจพรุ่งนี้

 

ซาปา

 

สวัสดีเมืองฮานอย  กับภารกิจ เฮฮา-ฮานอย  พวกเราทั้งหมด ๘ คนถูกแบ่งออกเป็นทีม ทีมละสอง ๒ คน แต่ละกลุ่มจะได้รับภารกิจ ๑๐ ข้อ อันเป็นสิ่งสำคัญ สิ่งที่ห้ามพลาดเมื่อมาเที่ยวฮานอย

เราสตาร์ทจุดแรกคือวิหารวรรณกรรม นี่ไม่ใช่ภารกิจของกลุ่มเรา แค่ตามพี่ๆไปเที่ยวครับ ค่าเข้าชม ๓๐,๐๐๐ ดองครับ

วิหารวรรณกรรม ภาษาเวียดนามเรียกว่า วันเหมียว (Van mieu) สร้างใน พ.ศ. ๑๖๑๓ สมัยพระเจ้าหลีแถงห์โตง (Ly Thanh Tong) อุทิศให้แด่ขงจื้อ วิหารนี้อยู่ติดกับกว็อกตื่อยาม (Quoc Tu Giam) เป็นโรงเรียนของพวกขุนนางและเป็นมหาวิทยาลัยแห่งชาติแห่งแรกของเวียดนาม ต่อมาสมัยราชวงศ์ตรันได้เปลี่ยนชื่อเป็นกว็อกช็อกเวียน (Quoc Hoc Vien) บริเวณตรงหัวมุมทางเข้าด้านหน้าจะมีซุ้มสลักด้วยหินข้อความ “ขอให้ผู้มาเยือนลงจากหลังม้าก่อนที่จะเข้าไปข้างใน” 

 

ฮานอย

 

ฮานอย

 

ฮานอย

 

ฮานอย

 

ฮานอย

 

ฮานอย

 

จากวิหารวรรณกรรม เราก็เดินลัดเลาะตามถนนมาเรื่อยๆ จนมาถึงสุสานลุงโฮจิมินห์ ที่นี่ก็ไม่ใช่ภารกิจของกลุ่มเราเหมือนกันครับแค่เดินผ่าน สุสานลุงโฮจิมินห์เป็นอาคารสุสานสร้างด้วยหินอ่อน หินแกรนิต และไม้มีค่าจากทั่วประเทศ ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของ Old Quarter สุสานนี้สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. ๑๙๗๓ หลังจากโฮจิมินห์เสียชีวิตเมื่อวันที่ ๒ กันยายน ค.ศ. ๑๙๖๙

 

ฮานอย

 

โฮจิมินห์ (หรือเป็นที่รู้สึกกันในนาม ลุงโฮ) เป็นผู้นำการเคลื่อนไหวไปสู่การประกาศอิสรภาพของเวียดนาม และเป็นบุคคลสำคัญในการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนาม หรือรู้จักกันในชื่อ เวียดนามเหนือ สุสานนี้ตั้งอยู่ในตอนกลางของ Ba Dinh Square ซึ่งเป็นจุดที่โฮจิมินห์อ่านคำประกาศอิสรภาพหลังจากญี่ปุ่นยอมแพ้และถอยทัพไปในปี ๑๙๔๕

 

ฮานอย

 

ภารกิจที่ ๑  HOME (บ้านลุงโฮจิมินห์)

จากสุสานลุงโฮจิมินห์ เดินเลยไปอีกหน่อยก็จะเป็น บ้านลุงโฮ (Ho Chi Minh’s stilt house) ซึ่งเป็นภารกิจแรกของเรา จะต้องเสียค่าเข้าชม ๔๐,๐๐๐ ดอง บ้านพักลุงโฮ ถูกทำเป็นทำเนียบประธานาธิบดี เป็นอาคารทรงโคโลเนียลสีเหลือง ปัจจุบันเป็นที่รับแขกเมืองของเวียดนาม รอบๆ ทำเนียบมีสวนดอกไม้และสระน้ำ

 

ฮานอย

 

ฮานอย

 

จากประตูทางเข้า เดินตามเส้นทางที่บังคับให้เดินก็จะเห็นบ้านลุงโฮ เซลฟี่ส่งงานซิครัชชช รอไรหละ!!  สำหรับบ้านลุงโฮเป็นบ้านไม้ยกพื้นสูง ลุงโฮอาศัยอยู่มา ๕ ปี  ตั้งแต่ปี ๑๙๕๔-๑๙๕๘ จนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต ห้องบนบ้านเป็นห้องหนังสือและห้องนอน ส่่วนข้างใต้ถุนบ้านเล็กๆ ประวัติศาสตร์เล่าว่า สถานที่ตรงนี้เคยเป็นที่ประชุมลับกับทหารเพื่อวางแผนรบกับทหารสหรัฐอเมริกาในสงครามเวียดนาม

 

ฮานอย

 

จากบ้านลุงโฮเดินตามเส้นทางมาเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นทางบังคับให้ออกทางเดียวก็จะเจอเจดีย์เสาร์เดียว ชาวเวียดนามเขาเรียกที่นี่ว่า “จั่วโมดโกด” ครับ สร้างเป็นศาลาเก๋งจีนหลังเดียวขนาดเล็กตั้งอยู่บนเสาต้นเดียว  อยู่กลางสระบัวรูปสี่เหลี่ยม วัดรูปทรงดอกบัว  วัดแห่งนี้ ถูกสร้างขึ้นเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาให้แก่ เจ้าแม่กวนอิมครับ

 

ฮานอย

 

ภารกิจที่ ๒ แว๊นบอยสก๊อยเกิร์ลหลบไป พี่ไปแบบใสๆ สไตล์เวียดนาม  (นั่งซิโคล่ )

ออกจากบ้านลุงโฮก็เจอกับภาระกิจที่สอง คือ นั่งรถสามล้อหรือ “ซิโคล่” จ่ายค่าขึ้นนั่ง แล้วก็แชะภาพโก้ๆ ส่งงาน (ไม่มีรูปปลากรอบนะ ภารกิจนี้ เพื่อนถ่าย เราลืมถ่ายครับ)  จากนั้นก็เดินย้อนกลับมาที่ประตูทางเข้า เพื่อไปทำภารกิจต่อไป ระหว่างทางผ่านตึกหลังนี้ สวยดีเลยถ่ายเก็บไว้

 

ฮานอย

 

เดินข้ามทางแยกมาก็จะเจอวัดนี้ จำชื่อไม่ได้ สวยดี เลยชวนบัดดี้แวะเข้าไปถ่าย อ้อต้องเสียค่าเข้าชมด้วยนะ กี่ดองจำไม่ได้

 

ฮานอย

 

ฮานอย

 

ภารกิจที่ ๓ เจดีย์เตริ่นกว็อก

จากวัดเมื่อกี้ เดินเลาะตามริมทะเลสาปมาก็จะมาเจอภาระกิจที่ ๓ นั่นคือเจดีย์เตริ่นกว็อก เราแค่แชะภาพส่งงานแค่นั้น ไม่ได้เข้าไปเพราะเขาปิด สำหรับเจดีย์เตริ่นกว็อกเป็นเจดีย์สีชมพู ด้วยความสูง ๑๐ ชั้น สร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบจีน แต่ก็มีกลิ่นอายแบบญี่ปุ่นอยู่พอสมควร โดยจุดเด่นที่สำคัญคือในแต่ละชั้นของเจดีย์แห่งนี้จะมีการประดิษฐานพระพุทธรูปสีขาวอยู่ในช่องรอบเจดีย์ ทำให้เป็นความแตกต่างกับเจดีย์อื่นๆ ในเวียดนาม นอกจากนี้แล้วรอบๆ ของฐานเจดีย์ก็ยังมีแผ่นหินที่มีอายุมากกว่า ๔๐๐ ปีตั้งอยู่มากมายรอบๆ ฐาน

 

ฮานอย

 

ภารกิจที่ ๔ ตามหาขนมแบ๊งจ่างเหนื่อง

ภารกิจที่เหลือจะอยู่ใน Old quarter ซึ่งอยู่ไกล เราเลยใช้บริการแทกซี่ไปลงที่ Old quarter และเริ่มกับภารกิจที่ ๔ คือแซบกับแบ๊งจ่างเหนื่อง ความแซบอยู่ที่น้ำจิ้ม กับแนมที่ลอยในน้ำจิ้ม รสชาติเปรี้ยวๆ หวานๆ ถ่ายรูปส่งงานแล้วก็รัวซิครัช รอไร?  อ้อ ชุดละ ๓๐,๐๐๐ ดองนะเธอ

 

ฮานอย

 

ภารกิจที่ ๕ ซดซู๊ดความอร่อยต้นตำหรับ (เฝอ )

ก้าวขาออกจากร้านแบ๊งจางเหนื่องปุ๊บก็เจอกับภารกิจที่ ๕ ซดซู๊ดความอร่อยต้นตำหรับ จะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากเฝอ จ่ายไป ๔๐,๐๐๐ ดอง ได้มาเต็มถ้วยพูน ถ่ายรูปส่งงาน แล้วก็ซดรัวๆ อร่อยแค่ไหน ถามใจไอ้เสื้อเหลืองมันดู ดูมันคีบดิ คำละเต็มตะเกียบเบย…

 

ฮานอย

 

ภารกิจที่ ๖ จิบกาแฟชิลล์ๆ วิถึฮิปสเตอร์ และภารกิจที่ ๗ Live กันสดๆ ผ่าน facebook fanpage

เดินย่อยเฝอได้นิดหน่อย ก็เจอกับภารกิจที่ ๖ คือจิ๊บกาแฟชิลล์วิถีฮิปสเตอร์  ร้านนี้ฮิปมากตกแต่งสวยๆ วินเทจ ๆ เดินตากแดดร้อน ๆ แวะเข้าไปตากแอร์ให้ฉ่ำปอด พร้อมกับสั่งชาดื่มเย็นๆ และ Live สดๆ ส่งงาน  ควบสองภาระกิจไปเลย เพื่อความเป็นฮิปสเตอร์ ขอแต่งรูปแนวฮิปๆ นะครับ

 

ฮานอย

สวยแบบอาร์ตๆ มองแล้วฟินดูมีชีวิตชีวา

 

ฮานอย

 

ตากแอร์ในร้านกาแฟพอเพลินๆ ก็ออกไปตะลอนทำภาระกิจต่อที่ Old quarter  ย่างก้าวเข้าไปแล้วไม่ต่างอะไรกับสีลมบ้านเราเลยครับ มีทั้งผับ บาร์ ของขาย ร้านนั่งดริงค์เยอะแยะไปหมด ต่างจากสีลมก็ตรงที่เป็นเมืองเก่ายังมีกลิ่นไอของสถาปัตยกรรมของเวียดนามผสมผสานอยู่ ไม่ว่าจะเป็นตัวอาคาร การตกแต่ง ประตูหน้าต่าง ยังคงทิ้งลวดลายเก่าๆที่ยังเก๋าอยู่

 

ฮานอย

 

ภารกิจที่ ๘  แวะซื้อของที่ระลึก ย่าน Old Quarter 

เดินชมเมืองเก่าเรื่อยๆ พร้อมกับนึกหาคำตอบของภารกิจที่ ๘ อะไรนะที่ควรจะซื้อเป็นของทีระลึก เดินแว๊บผ่านร้านขายเสื้อผ้าตาก็มองไปเห็นเสื้อดาวแดง ใช่เลย มันต้องใช่แน่ ๆ ซื้อ แชะภาพส่งงาน คำตอบถูกต้องเป๊ะ  ( ภารกิจนี้ก็ไม่มีรูปปลากรอบนะจ๊ะ เพราะให้เพื่อนซื้อ แล้วเพื่อนก็ถ่าย ผมไม่ได้ถ่าย ๕๕๕๕๕++)

 

ฮานอย

 

ภารกิจที่ ๙  รูปข้าวผัดกับแก้วใส่น้ำเป๊บซี่ (คำตอบคือคุก)

ภารกิจที่ ๙ รูปข้าวผัดกับแก้วใส่น้ำเป๊บซี่ หาคำตอบแทบตาย ว่ามันคืออะไร พอดีสมาชิกหนึ่งในทริปเคยเล่นมุขนี้เราเลยรอด คำตอบคือคุก และคุกที่ห้ามพลาดในฮานอยจะเป็นที่ไหนไม่ได้นอกจากที่นี่ เรือนจำกลางเมสัน เซ็นทรัลหรือเรือนจำฮัวโล  (Hoa Lo) แปลตรงตัวว่าเป็น “เตาเผา” หรือ “รูนรก”

เรานั่งแทกซี่ไปเพราะมันห่างจาก Old quarter ราวๆ  ๓  กิโลเมตร  ตอนแรกว่าจะถ่ายรูปแล้วส่งงาน แค่นั้น ไหน ๆ ก็ได้มาแล้วเลยลองเข้าไปดูซักหน่อย ค่าเข้าก็คนละ ๓๐,๐๐๐ ดอง เปิดให้เข้าชมตั้งแต่ ๘ โมงเช้าถึง ๕ โมงเย็น

ประตูเข้ามีป้ายชื่อตัวโตเขียนเป็นภาษาฝรั่งเศสว่า “Maison Centrale” ซึ่งแปลว่า “บ้านส่วนกลาง (central house)”  ในอดีตผู้ถูกจองจำชาวเวียดนามเรียกกันว่า “ปากอสูรกาย (the monster’s mouth) คือเข้าไปแล้วจะต้องพบกับความทุกข์ทรมานแสนสาหัส

 

ฮานอย

 

ฮานอย

บรรยากาศก็วังเวงอยู่แล้ว…เขายังจะเปิดไฟสลัวๆ เพื่อ?

 

ฮานอย

 

ออกจากคุก อุ๊ต๊ะ!!   ฟังดูไม่รื่นหูเท่าไหร่ ก็นั่งแทกซี่กลับมาที่ Old quarter อีกครั้งเพื่อทำภารกิจที่ ๑๐ ภารกิจสุดท้าย นั่นคือรูปหลังคากระเบื้อง ซึ่งคำตอบคือ ขนมเบื้องญวน   เนื่องจากเวลาเราเหลือเยอะ เราเลยเดินเล่นรอบๆ ทะเลสาปฮหว่านเกี้ยม (หรือทะเลสาปคืนดาบ) ก่อน รอบๆ ทะเลสาปจะมีถนนซึ่งเปิดเป็นถนนคนเดิน มีสินค้า ของกิน เครื่องดื่ม ขาย และมีการแสดงเปิดมวก เยอะแยะมากมาย ที่สำคัญในทะเลสาปมีสะพานเทฮุก หรือสะพานแสงอาทิตย์ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญที่ใครไปฮานอยแล้วต้องห้ามพลาด แต่ผมพลาดที่จะถ่ายรูป เพราะผู้คนเต็มสะพาน หามุมถ่ายไม่ได้ ภาพด้านล่างเป็นบรรยากาศรอบๆ ทะเลสาป

 

ฮานอย

 

ฮานอย

 

ผมชอบเธอคนนี้มากเป่าปี่ (หรือขลุยวะ) ได้เพราะมากๆ ผมนั่งฟั่งเกือบครึ่งชัวโมง พร้อม Live ให้เพื่อนๆ ในเฟสได้ฟังด้วย ยิ่งตอนเป่าเพลงดาบมังกรหยก ผมนี่ขนแขนสแตนอัพเลยครัช เพราะมันเพราะจริง ๆ

 

ฮานอย

 

ห้างสรรพสินค้า Tràng Tien Plaza ที่พอเดินเข้าไปข้างในทำให้เรานึกถึงห้าง Harrods ในกรุงลอนดอน เพราะแต่ละชั้นนั้นตกแต่งด้วยสีทองอร่าม และดีไซน์ที่เป็นแบบยุโรปเก่าสมัยก่อน

 

ฮานอย

 

ฮานอย

 

ฮานอย

 

ภารกิจที่ ๑๐ รูปหลังคากระเบื้อง ( ขนมเบื้องญวน)

กว่าจะเดินรอบทะเลสาปก็มืด เลยชวนทีมไปทำภาระกิจสุดท้ายนั่นคือ โซ้ยขนมเบื้องญวน เป็นการปิดท้ายมือเย็นแบบเวียดนามเต็มรูปแบบ อร่อยครับ ห่อ จิ้ม โซ้ย แซบบบบบบ  ราคาชุดหนึ่งผมจำไม่ได้ว่าเท่าไหร่  สนใจลองหาดูครับ อิ่มมื้อเย็นก็นั่งแทกซี่กลับที่พัก  เป็นอันว่าเสร็จภารกิจ ๑๐ ข้อ ผ่านครับ

 

ฮานอย

 

วันรุ่งขึ้นวันสุดท้ายทริปก็ไม่มีอะไร ตื่นสายได้ เสร็จมื้อเช้าที่โรงแรม ก็ตามแก๊งลูกนกไปเที่ยวเตร่ฮานอยต่อ ที่แรกที่ไปก็เป็นกำแพงกระเบื้องโมเสก ซึ่งเป็นกำแพงกระเบื้องโมเสคที่ยาวที่สุดในโลกโดยกินเนสบุ๊ค เป็นกำแพงที่เต็มไปด้วยภาพโมเสคสวยงาม บอกเล่าเรื่องราวประวัติและวัฒนธรรมของชาวเวียดนาม ความยาว ๔ กิโลเมตร  แต่น่าเสียดาย เดินผ่านปิดจมูกแทบไม่ทัน กลิ่นฉี่แรงมากกกกก

 

ฮานอย

 

จากกำแพงโมเซค ก็ไปต่อที่โบสถ์เซนต์โจเซฟซึ่งเป็นมหาวิหารสไตล์โกธิค เป็นหนึ่งในแลนด์มาร์คที่สำคัญของเมืองฮานอย และยังถือเป็นย่านช็อปปิ้งสำหรับกลุ่มตลาดบนอีกด้วย  เพราะในย่านนี้จะมีร้านค้าที่เน้นแบรนด์ชัดเจน

 

ฮานอย

 

หลังจากเก็บภาพโบสถ์เซนต์โจเซฟจนพอใจ เราก็ไปรอรวมพลทานมื้อเย็นที่จุดนัดพบใกล้ๆ วิหารวรรณกรรม ถึ่งสี่โมงเย็นก็รวมพลทานเมื้อเย็น ตามเคยครับ ซดซู๊ดความอร่อยแบบต้นตำหรับ  เฝอครับเฝอ….. ( ตอนอยู่ที่นั่นกินจนเบื่อครับ พอมานั่งเขียนรีวิวก็คิดถึงอยากกิน ไม่รู้จะไปหากินที่ไหน  ) อิ่มเฝอจนเรอ ก็นั่งรถบัสไปสถามบิน และนั่งเที่ยวบินสุดท้ายของนกแอร์กลับถึงไทยก็ราวๆ สี่ทุ่มครึ่ง ถึงห้องก็น่าจะห้าทุ่มประมาณนั้น เป็นอันจบทริป ซอกแซกซาปา เฮฮาฮานอย ครับ

 

ฮานอย

 

สำหรับใครที่อยากมาสัมผัสวิวอลังการของธรรมชาติ เมืองที่มีค่าครองชีพถูก งบน้อยๆราคาประหยัดได้ทัวร์แบบครบสูตรชมวิถีชีวิตธรรมชาติ ต้องซาปา-ฮานอยเลยครับ คอมเฟริ์มว่าแจ่มแหล่มคุ้มโครต!! ขอบคุณนกแอร์ผู้สนับสนุนทัวร์สุดแหล่มในครั้งนี้ แล้วพบกันใหม่นะ ซาปา-ฮานอย

 

แสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

TAGS
RELATED POSTS
AGODA